Home Editorial กลยุทธ์เปลี่ยนจากรับเป็นรุก

กลยุทธ์เปลี่ยนจากรับเป็นรุก

หลายวันก่อนบางท่านที่ชอบติดตาม Facebook อาจจะเห็นข่าวเล็กๆอยู่ข่าวหนึ่ง คือ ข่าวการนำเข้าปลากระป๋อง REDDY จากประเทศเมียนมาเข้ามาขายในประเทศไทย ซึ่งเป็นการทำการตลาดของสินค้าอุปโภค-บริโภคประเทศเมียนมา ที่เปลี่ยนจากการนำเข้าสินค้าจากประเทศไทย กลับมาส่งออกสินค้าจากประเทศเมียนมากลับมา ซึ่งเป็นกลยุทธที่ “เปลี่ยนจากรับเป็นรุก” ที่น่าสนใจทีเดียวครับ

อยากให้เราคนไทยต้องจับตามองให้ดี นี่เป็นเพียงปฐมบทของการค้าต่างประเทศของเมียนมา ซึ่งเราเคยพบเห็นมาแล้วจากบทเรียนหลายๆประเทศ เช่นประเทศเวียดนาม ประเทศสปป.ลาว และประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งในอดีตประเทศไทยเราเคยเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าเหล่านี้ไปขายในประเทศเหล่านั้น แต่ต่อมาใครจะไปคิดครับว่า เพียงไม่กี่ทศวรรษ เขาก็ส่งสินค้ากลับเข้ามาตีตลาดในประเทศไทยของเราเข้าแล้วครับ

สินค้าที่ประเทศสธารณรัฐประชาชนจีน คงไม่ต้องยกตัวอย่างสินค้าอะไรบ้างในประเภทอุปโภค-บริโภคนะครับ เพราะวันนี้มีเกลื่อนไปหมดแล้ว หรือแม้แต่ซุปเปอร์มาร์เก็ตสัญชาติจีนในประเทศไทยเรา โดยเฉพาะในกรุงเทพฯเราก็มีให้เห็นหลายแห่งแล้วนะครับ ส่วนสินค้าของประเทศสปป.ลาว ที่เห็นอยู่แต่เราไม่ค่อยได้ให้ความสนใจคือ “กาแฟดาว” ไงละครับ

เขาเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเรานานกว่าสิบกว่าปีแล้ว เช่นกันกับสินค้าของประเทศเวียดนาม ที่เขาก็นำเข้า “กาแฟ G7” และสินค้าผลไม้อบแห้งในรูปของขนมขบเคี้ยว ที่เราเองก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจเท่าใด

แต่อย่าลืมนะครับว่า สินค้าอีกหลากหลายชนิดของเขา ได้มีการพัฒนาผลิตภัฑณ์คืบหน้าไปได้ดีมากๆ คุณภาพของสินค้าก็ไม่ด้อยเลยครับ ที่เห็นๆก็มีบะหมี่สำเร็จรูป ที่มีรสชาด คุณภาพ และปริมาณ ที่เราดูแคลนไม่ได้เลยครับ ดังนั้นถ้าเราพูดย้อนหลังไปสักยี่สิบปี ว่าจะมีสินค้าของประเทศเหล่านี้เข้ามาขายในไทย คงไม่มีใครเชื่อว่าจะเป็นจริงได้ แต่ในวันนี้ได้มีให้เห็นดาษดื่นแล้วนะครับ

สินค้าที่จำหน่ายและผลิตในประเทศเมียนมาก็เช่นเดียวกัน ก่อนหน้านี้เราเป็นผู้ส่งออกไปประเทศเมียนมาด้านเดียว ไม่มีการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปจากประเทศเมียนมาเข้ามาเลย จนกระทั่งต่อมาสักประมาณสิบปีที่ผ่านมา ก็เริ่มมีคนนำเข้า “อาบ้าทา” ที่เป็นยาดมกระปุกใหญ่ๆ ฉลากสีเหลืองฝาสีเขียว ที่นิยมในหมู่ผู้บริโภควัยรุ่นอย่างมาก

และสินค้า “ชาพม่า Royal” ที่มีความนิยมของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ไปเยื่อนเมียนมา มักจะนิยมซื้อกลับมาเป็นของฝากและบริโภคกัน แต่ก็ไม่ได้มีการทำการนำเข้ามาจัดจำหน่ายกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

จะมีก็พ่อค้าที่นำเข้ามาอย่างกระปริบกระปอย จึงทำให้สินค้ายังไม่ได้กระจายไปได้ในทุกช่องทาง ดังนั้นหากสินค้าเหล่านี้เกิดไปเตะตาผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่รายใดรายหนึ่งเข้า สินค้าที่มีคุณภาพ ราคาย่อมเยาว์เช่นนี้ คงจะมียอดขายวิ่งลิ่วฉุดไม่อยู่แน่นอนครับ

ส่วนสินค้าปลาซาร์ดีนในซอสมะเขือเทศ เป็นสินค้าที่ไทยเราครองแชมป์โลกมาช้านาน ส่วนในตลาดประเทศไทยเรา แน่นอนยักษ์ใหญ่อย่างเช่น ตราสามแม่ครัว ตราโรซ่า ตราปุ้มปุ้ยและตราซื่อสัตย์  ยังคงเป็นผู้นำในตลาดอยู่ แต่อย่าลืมว่าตลาดปลากระป๋องภายในประเทศไทยเรานั้น เป็นตลาดที่ใหญ่มากๆ

ในขณะที่ตัวของสินค้าตรา “REDDY”เอง ในตลาดประเทศเมียนมา เขาเป็นเบอร์หนึ่งมาช้านานแล้ว เพราะตราสามแม่ครัวสินค้ามักจะขาดตลาดบ่อยมาก หรือแม้แต่ตราโรซ่าเองก็มีปํญหาการนำเข้าด้วยเช่นกัน ราคาจึงไม่สามารถสู้กับทาง “REDDY” ได้ ทำให้วันนี้เขาจึงครองแชมป์ในประเทศเมียนมาไปอย่างสวยงาม

ปัจจัยที่ทำให้เขาประสบผลสำเร็จมีหลายประการด้วยกัน คือต้นทุนปลาสดของเขาถูกกว่าปลาสดในประเทศไทยเรา 3-5 บาทต่อกิโลกรัม ค่าแรงเขาก็ถูกกว่าเราถึงสามเท่าตัว ค่าน้ำค่าไฟ ก็ถูกกว่าเรา จะมีเพียงกระป๋องเปล่าเท่านั้นที่แพงกว่าเรา แต่ถ้ารวมต้นทุนทั้งหมด หรือต้นทุนการผลิตโดยรวม เขาถูกกว่าสินค้าประเทศไทยเรามาก

ดังนั้นแม้เขาจะเพิ่มค่าขนส่งและภาษีนำเข้า ก็ยังได้เปรียบสินค้าที่ผลิตภายในประเทศไทยอยู่ดี ด้านคุณภาพสินค้า ก็ไม่มีปัญหา เพราะเจ้าของโรงงานเป็นคนไทยเรา คือ “คุณวิชัย เข็มทองคำ” ซึ่งท่านก็เป็นรองประธานสภาธุรกิจไทย-เมียนมา นั่นเองครับ ดังนั้นทั้งรสชาดและเทคโนโลยี่ จากประสบการณ์สามสิบกว่าปีของคุณวิชัย ที่อยู่ในธุรกิจผลิตปลากระป๋องมาตลอด จึงไม่มีปัญหาอย่างแน่นอนครับ

ที่ผมนำมาเล่าให้เพื่อนๆผู้ประกอบการได้รับรู้ในวันนี้ เพราะอยากจะเตือนสติว่า อย่าไปดูแคลนเขาไม่ได้เป็นอันขาด ที่ประเทศเมียนมามีทรัพยากรธรรมชาติ ที่สามารถนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าสำเร็จรูปได้อีกเยอะ

หากเขามีความสงบ สันติสุขกลับมาเมื่อใด และมีคนเข้าไปลงทุนในโรงงานแปรรูปสินค้าที่นั่น เพื่อเป็นการทดแทนการนำเข้าไปยังประเทศเมียนมา ซึ่งเขามีอย่างอุดมสมบูรณ์โดยเฉพาะสินค้าการเกษตรจั้นพื้นฐาน

ที่วันนี้ประเทศเมียนมาที่มี ดิน น้ำอุดมสมบูรณ์มากๆ ส่วนแรงงานที่มีความชำนาญในการผลิต เขามีมากกว่าเราเสียอีก ทั้งยังมีการเคยผ่านงานมาจากประเทศเพื่อนบ้านมาแล้วทั้งนั้น

ดังนั้นขอเพียงการเมืองในประเทศเมียนมานิ่ง และภัยพิบัติร้ายจาก COVID-19 ผ่านไป ผมคิดว่าน่าคิดนะครับ เราอย่านิ่งนอนใจเชียวละ ไม่แน่นะครับวันหนึ่งเราจะต้องหาซื้อสินค้าจากประเทศเมียนมามาบริโภค

แล้วจะหาว่าหล่อไม่เตือนครับ