Home Editorial จากฐานนันดรที่สี่สู่เจ้าของเหมืองหยก (1) : คอลัมน์ เมียงมอง เมียนมา

จากฐานนันดรที่สี่สู่เจ้าของเหมืองหยก (1) : คอลัมน์ เมียงมอง เมียนมา

หลายวันมานี้ชาวเมืองกรุงเทพทั้งหลายคงจะเครียดกับข่าวเจ้าวายร้าย COVID-19 ระลอกใหม่ที่กำลังกระหน่ำซัมเมอร์เซลส์ในสังคมไทยในขณะนี้ ซึ่งข่าวมาทุกช่องทางเลยครับ วันนี้ผมเลยต้องขออนุญาตเปลี่ยนบรรยากาศนิดหน่อย เราอย่าอ่านเรื่องเครียดๆ มากเกินไปเลยนะครับ จะได้พักผ่อนสมองเสียบ้าง ประเดี๋ยวโรคประสาทจะถามหากัน จะทำให้ไม่สนุกกับวันเวลาที่ต้องกักกันตัวเองที่บ้านนะครับวันนี้ผมอยากเอาเรื่องของลูกผู้หญิงคนไทยคนหนึ่ง จากที่เคยเป็นผู้จัดรายการที่โทรทัศน์ช่องหนึ่ง ได้ผันตัวเองเข้าไปทำเหมืองหยกและเหมืองอำพันในประเทศเมียนมา มาเล่าสู่กันฟังครับ เพราะน้องท่านนี้มีชีวิตที่น่าสนใจมาก

ในครั้งแรกที่ผมได้รู้จักกับน้องท่านนี้ ซึ่งผมขออนุญาตไม่ใช้ชื่อจริงนะครับ เพราะน้องยังจำเป็นต้องเขาไปทำมาหากินที่เหมืองหยกในประเทศเมียนมาต่อ ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย ผมขอใช้นามสมมุติว่า “คุณสุวรรณี” ก็แล้วกันนะครับ มีอยู่วันหนึ่ง คุณสุวรรณีได้โทรศัพท์มาหาผม เพื่อสอบถามว่าธนาคารที่ประเทศเมียนมาที่น้องสุวรรณีฝากเงินไว้ จะมีโอกาสล้มหรือเปล่า? เพราะเงินของเธอฝากไว้ที่นั่นเยอะมากพอสมควร ซึ่งหลังจากได้สอบถามชื่อธนาคารดังกล่าวแล้ว ผมก็บอกไปว่าคงไม่ล้มกระมั้ง เพราะผมพอจะทราบชื่อเสียงและสถานะของเจ้าของธนาคารนั้นดี ว่าเขายังมีความมั่นคงดีอยู่แน่นอน

และผมก็สอบถามไปว่ารู้จักผมได้อย่างไร เธอบอกว่าเพื่อนคนไทยในเมืองย่างกุ้งเล่าถึงผมให้เธอฟัง เธอจึงไปสืบเสาะหาเบอร์โทรศัพท์มา จึงโทรมาสอบถามเพื่อความมั่นใจ ผมได้ถามต่อไปว่าเงินที่คุณได้มานั้น คุณไปทำธุรกิจอะไรในประเทศเมียนมา  คุณสุวรรณีเล่าให้ผมฟังว่า เธอมีเหมืองหยกอยู่ที่เมืองปะกัน และเหมืองอำพันที่เมืองมิจีน่า ในรัฐกระฉิ่น

ผมจึงได้ไล่เรียงถึงที่มาที่ไปต่างๆ ต่อมาหลังจากที่ติดต่อกันหลายๆครั้ง ทำให้เธอไว้วางใจในผมได้แล้ว เธอจึงได้เล่าที่มาที่ไปของชีวิตเธออย่างไม่ปิดบังในหลายๆเรื่อง ล้วนแล้วแต่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งครับ แต่ด้วยมารยาท ผมจึงได้ขออนุญาตเธอ ว่าผมจะนำเอาเรื่องราวของเธอมาเขียนเล่าให้เพื่อนๆอ่าน เพื่อเป็นอุทาหรณ์ว่า ทุกอย่างที่ได้มาไม่ได้ง่ายเลย แต่ก็มีบางช่วงบางตอนยังคงต้องขอไม่เปิดเผยนะครับ

เริ่มจากคุณสุวรรณีเกิดที่จังหวัดปทุมธานี ในครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่ง คุณแม่ได้ประกอบธุรกิจเปิดร้านอาหารอยู่ที่นั่น พอคุณสุวรรณีเข้าสู่วัยรุ่น หลังจากเรียนจบปวส. เธอก็อยากจะเดินตามความใฝ่ฝันในอุดมการณ์ของเธอ ด้วยการไปเป็นครูบนดอย ซึ่งเธอได้เดินทางไปที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ทำให้จับพลัดจับผลู ได้เข้าไปที่เมืองเมียวดี เพื่อเข้าไปสอนหนังสือให้เด็กกระเหรี่ยงที่ต้องการเรียนหนังสือไทย

โดยเธอเริ่มสอนวิชาภาษาอังกฤษให้เด็กๆ กระเหรี่ยง การเดินทางเข้าไปในเขตอิทธิพลของชนชาติพันธ์นั้น ไม่ได้เข้าไปได้ง่ายๆเลย เธอต้องฝากเนื้อฝากตัวไว้กับผู้มีอำนาจทั้งของฝั่งไทยและฝั่งประเทศเมียนมา ในการช่วยดูแลความปลอดภัยของเธอ อีกทั้งยังต้องสร้างความไว้วางใจให้แก่ผู้มีอิทธิพลดังกล่าวด้วย

เธอเล่าว่าช่วงที่เธออยู่ที่นั่น เธอได้ช่วยเหลือเด็กกระเหรี่ยงเยอะมาก ทำให้ผู้หลักผู้ใหญ่ที่คุมกำลังอยู่ที่นั่นไว้วางใจ ดังนั้นสิ่งที่เธอเห็นและประสบพบเจอมาในช่วงที่อยู่ที่นั่น (บางเรื่องคงไม่สามารถนำมาบอกเล่าในที่นี้ได้) เธอเป็นที่ไว้วางใจอย่างสูงของผู้นำกองกำลังชาติพันธ์ เธอจึงสามารถพบเห็นอาวุธยุทโธปกรณ์ ที่เราๆท่านๆไม่เคยเห็นแน่นอน คงจะมีแต่ทหารในเหล่าทัพเท่านั้นที่เคยเห็นครับ

หลังจากอยู่ที่นั่นหลายปี ทำให้เธอเริ่มกังวลถึงความปลอดภัยของตัวเอง ประกอบกับการเจ็บไข้ได้ป่วย ทำให้เธอต้องตัดสินใจกลับมากรุงเทพฯ ผมถามว่า แล้วทางผู้มีอำนาจในนั้นเขามีความเห็นว่าอย่างไร เธอตอบว่า ก็ค่อนข้างจะไม่อยากให้เธอกลับ แต่เธอก็อ้อนวอนขอกลับมาศึกษาต่อให้จบปริญญาตรีก่อน แล้วสัญญาว่าจะกลับไปช่วยใหม่อีกครั้ง จึงได้รับการอนุญาตให้กลับมาได้

ช่วงที่กลับมาอยู่กรุงเทพฯและเรียนที่มหาวิทยาลัยใกล้ๆ บ้านนั้น เธอได้มีโอกาสรู้จักกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ที่เป็นผู้มีพระคุณที่ทำให้ชีวิตเธอหักเหอีกครั้ง โดยในระหว่างที่เรียนปริญญาตรีอยู่นั้น เธอได้ไปเรียนวิชาจิวเวลรี่ที่ถนนสีลม จากการแนะนำของผู้ใหญ่ท่านนั้น เพราะท่านได้ให้เหตุผลว่า ในเมื่อเธอมีความกล้าที่จะเดินทางเข้าไปอยู่กับกองกำลังชาติพันธ์ได้ ที่ผ่านมาก็เป็นบทพิสูจน์ว่าเธอทำได้ ต่อแต่นี้ไปเธอก็สามารถไปได้ทุกที่  แม้จะมีความยากลำบากก็คงไม่เป็นอุปสรรคสำหรับเธอแน่นอน ดังนั้นเธอควรจะต้องมีวิชาติดตัวไว้เพื่ออนาคต ท่านแนะนำว่าวิชาจิวเวลรี่ จะทำให้เธอเปลี่ยนสถานะความเป็นอยู่ของทางบ้านได้ ท่านจึงได้ส่งเสียให้เธอไปเรียน ซึ่งก็ไม่ทำให้ผิดหวังในเวลาต่อมาครับ

หลังจากเรียนจบทั้งปริญญาตรีและวิชาจิวเวลรี่ สาวน้อยสุวรรณี ก็ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ของเธอทันที ด้วยการเดินทางไปที่พรมแดนไทยด้านด่านอำเภอแม่สาย ซึ่งในยุคที่เธอไปนั้น เป็นยุคที่ตลาดค้าเพชรพลอยที่อำเภอแม่สายกำลังเฟื่องฟูสุดๆ ในตลาดเพชรพลอยหลังตลาดแม่สาย ใกล้ๆโรงแรมวังทอง แถบบ้านเหมืองแดง จะเป็นแหล่งที่พ่อค้าเพชรพลอยจากทั่วทุกสารทิศไปรวมตัวกันที่นั่น สาวน้อยสุวรรณีได้เริ่มต้นนับหนึ่งจากจุดดังกล่าวนี้เองครับ 

กำลังจะเข้าเรื่อง หน้ากระดาษก็หมด เรามาติดตามชีวิตที่เหมือนนิยายของสาวน้อยสุวรรณีกันในอาทิตย์หน้านะครับ โปรดติดตามตอนต่อไปครับ