Home Editorial จากคู่ค้าเปลี่ยนเป็นเพื่อนซี้

จากคู่ค้าเปลี่ยนเป็นเพื่อนซี้

ความสัมพันธ์ที่เริ่มจากทำการค้า หรือที่เรียกว่าคู่ค้า มักจะเกิดขึ้นจากการมีเริ่มสนิทสนมกันในเชิงการค้าก่อน จากนั้นจึงเข้าสู่ความสนิทสนมในขั้นของความเป็นเพื่อน และกลายเป็นความรักกันในฐานะของพนักงานขาย (Sale Man) นี่คือสัจจธรรม

ซึ่งเรามักจะพบเห็นกันมาจนชินตากันก็ว่าได้ ที่ผมเอ่ยถึงสัจจธรรมดังกล่าวนี้ เพื่อจะนำมาเล่าถึงความผูกพันธ์ของมนุษย์ แม้จะสื่อสารกันไม่ได้ร้อยเปอร์เซนต์(เป็นความคิดของผมเอง) แต่นานวันก็จะรักกันมาก จนกลายเป็นคู่เพื่อนซี้ ยอมที่จะทำในสิ่งที่เราคาดไม่ถึงได้ครับ

ผมมีน้องรักที่เป็นสมาชิกของสภาธุรกิจไทย-เมียนมาอยู่ท่านหนึ่ง เขาเริ่มเข้าไปทำหน้าที่ของตัวแทนบริษัทในการขายสินค้าเข้าไปในประเทศเมียนมาได้หลายปี เขาได้โทรมาปรึกษาผมว่า สิ่งที่เขาจะทำต่อไปนี้ ผมมีความคิดเห็นว่าอย่างไร

เขาเล่าต่อว่า ช่วงนี้เขาเห็นทางการไทยโดยกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกแคมเปญหนึ่งมาช่วยให้ผู้ประกอบการไทย โดยจัดหาซอฟท์โลนหรือกองทุนเงินกู้ระยะสั้น (5ปี) ในอัตราดอกเบี้ยต่ำมาก มาช่วยให้เงินทุนหมุนเวียนของผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจในประเทศเมียนมาได้ใช้ ซึ่งเขาเองสามารถที่จะขอกู้ออกมาใช้ได้โดยไม่ลำบากมาก ส่วนสาเหตุที่เขาจะกู้นั้น เป็นเพราะว่าวันนี้ทางบริษัทของเขาได้เชิญฝ่ายต่างประเทศทั้งหมดเข้าประชุมปรึกษาหารือกัน

เนื่องจากสภาวะปัจจุบัน ยอดขายของทุกฝ่ายได้ตกมาก ในส่วนของเขานั้นรับผิดชอบประเทศเมียนมาอยู่ จึงหนีไม่พ้นที่จะต้องถูกตำหนิแน่นอน เมื่อเขาได้ชี้แจงสถานการณ์ที่ประเทศเมียนมาปัจจุบันกำลังเผชิญอยู่ ก็ได้มีคำสั่งให้หยุดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า

พราะว่าลูกค้าในเมียนมาไม่สามารถส่งเงินมาชำระหนี้คงค้างได้

ดังนั้นจึงขอให้หยุดส่งสินค้าล็อตใหม่ให้ จนกว่าจะได้รับการชำระหนี้ ซึ่งมองดูก็เป็นเรื่องปกติมากๆ สำหรับทุกๆบริษัทที่ประสบปัญหา แต่สำหรับเขา เขาคิดว่าน่าจะมีทางออกที่ดีกว่านี้ จึงได้โทรมาปรึกษาผมว่า

หากเขาจะกู้เงินโดยใช้หลักทรัพย์ส่วนตัวไปค้ำประกัน แล้วเอาเงินมาหมุนเวียนให้แก่เพื่อนที่เป็นคู่ค้าของเขา เพื่อให้การค้าเดินต่อไปได้ ผมคิดเห็นอย่างไร

ในเบื้องต้นผมได้สอบถามเขาถึงเหตุผลว่าทำไมเขาจึงคิดทำเช่นนี้ เขาตอบว่า เขารู้จักสนิทสนมกับลูกค้าคนนี้มาก เพราะเขาเห็นว่าเป็นคนดีมากๆ ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อยทางด้านการเงินมาก่อนเลย อีกทั้งเขาเข้านอกออกในบ้านของลูกค้าท่านนี้ประจำ จึงน่าจะเชื่อได้ว่าเป็นบุคคลที่มีฐานะร่ำรวยมากคนหนึ่งในประเทศเมียนมาเลยก็ว่าได้

อีกทั้งอุปนิสัยส่วนตัวดีมากๆ ทุกครั้งที่อยู่ที่ประเทศเมียนมา ก็ได้คบหากันกับลูกค้าเปรียบเสมือนญาติสนิทคนหนึ่ง แต่สถานการณ์ในปัจจุบันนี้ เงินในบัญชีธนาคารของลูกค้า ซึ่งเขาเชื่อว่ายังมีอยู่มากแน่นอน

แต่วันนี้ธนาคารไม่สามารถให้มีการถอนเงินได้ หรือแม้แต่จะโอนเงินออกนอกประเทศ ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะการหาเงินเหรียญสหรัฐไม่สามารถจัดหามาเพื่อโอนเงินได้

ธนาคารเองก็อย่างที่ทราบๆกันอยู่ว่าทำงานได้ไม่เต็มที่ เพราะหากขืนเปิดให้มีการเบิกจ่ายเงินตามปกติ ก็จะถูกประชาชนกระหน่ำกันถอนเงิน โอกาสที่ธนาคารจะล้มจึงมีสูงมาก ในความคิดของเขา

ดังนั้นการกระทำของธนาคารก็ไม่ได้มีความผิดปกติใดๆ ส่วนลูกค้าเองก็ไม่ได้มีความผิดปกติใดๆเช่นกัน เพียงแต่ต้องรอเวลาให้สถานการณ์เข้าสู่ปกติเท่านั้น

ผมได้สอบถามเหตุผลอื่นๆมีอีกหรือไม่? ก็ได้รับคำตอบว่า สิ่งหนึ่งที่เห็นเป็นโอกาสแคือ หากบริษัทสามารถรักษาลูกค้าคนนี้ไว้ได้ ในอนาคตก็จะสามารถซื้อใจเขาได้ เพราะคำว่าเพื่อน ก็มีไว้ในเห็นใจกันในยามยากนี่แหละ อีกอย่างหากทางบริษัทจะไม่สามารถเก็บรักษาลูกค้าคนนี้จริงๆ เขาเองก็สามารถใช้โอกาสนี้ ในการออกเครดิตของตนเองไปช่วยเขาได้

ในอนาคตหากเขาลาออกจากบริษัทนี้ไป เขาอาจจะสามารถใช้คอนเน็คชั่นในความสนิทสนมนี้ ไปทำการค้าต่อได้ในอนาคต ดังนั้นเขายอมเสี่ยงเพื่อจะช่วยเหลือเพื่อนคนนี้ไว้นั่นเอง

ผมได้เตือนสติเขาไปว่า ถ้าหากเป็นผม ผมจะไม่ยอมเสี่ยงอย่างนั้นเป็นอันขาด เพราะวันนี้สถานการณ์เลวร้ายกว่าที่คิดไว้เยอะมาก เราไม่สามารถหยั่งรู้อนาคตได้เลย เพราะว่าวันนี้โรคระบาดโควิดมาแรงมาก

อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศเมียนมา เราไม่สามารถจะคาดเดาได้ว่า จะจบลงเมื่อไหร่ อีกทั้งคุณไม่ใช่ผู้ประกอบการ พูดง่ายๆคุณเป็นเพียงลูกจ้างในบริษัทเท่านั้น หากทุกอย่างเข้าสู่ปกติเร็วกว่าที่คิด ความดีความชอบนี้ ทางบริษัทเขาก็อาจจะมองเห็นหรือมองไม่เห็น ก็ไม่สามารถคาดเดาใจของเจ้าของบริษัทได้

ในขณะที่ในทางกลับกัน หากสถานการณ์เลวร้ายมากกว่าที่คิด ทรัพย์สินที่คุณต้องไปวางจำนองเพื่อกู้ยืมเงินออกมา ถ้าถูกยึดทรัพย์สินไป แล้วใครจะมารับผิดชอบให้คุณได้ ในนาทีนี้ เราคงไม่สามารถที่จะเอาตัวเข้าไปเสี่ยงได้ อย่างดีเราคงทำได้ด้วยการเสนอแนะหาวิธีให้ทางเพื่อนที่เป็นลูกค้าคนนี้เดินอย่างไรต่อเท่านั้น

ผมเข้าใจถึงความผูกพันธ์ระหว่างมนุษย์ดี และคิดว่าการที่ได้คบหากันมาก ทำให้เข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกันมาก แต่ในเชิงธุรกิจการค้ากับความสัมพันธ์ส่วนตัว ต้องแยกแยะให้ดี อย่าสับสนเป็นอันขาด ผมเคยเห็นคนล้มละลายเพราะเพื่อนมาเยอะมากแล้ว

ดังนั้นในสถานการณ์วิกฤติเช่นนี้ ต้องระวังตัวเองให้ดีที่สุด อย่าได้ประมาทโดยเด็ดขาด อะไรที่ไม่ควรเสี่ยงก็อย่าได้เสี่ยงโดยเด็ดขาดครับ

ภาพ-คลังภาพ บางกอกโพสต์, โพสต์ทูเดย์