Home Hilight คำถามจากผู้ประกอบการเมียนมา

คำถามจากผู้ประกอบการเมียนมา

159
0

โดย กริช อึ๊งวิฑูรสถิตย์

ช่วงนี้สถานการณ์ภายในเมืองย่างกุ้ง เริ่มที่จะสงบลงบ้างแล้ว การเดินลงถนนออกมาประท้วงอาริยะขัดขืนก็มีให้เห็นน้อยลงไปเยอะ จำนวนของการประท้วงก็ลดลง

จะมีก็เพียงการก่อเหตุไม่สงบบ้างเป็นบางจุด เพื่อดึงความสนใจและสร้างสถานการณ์ให้ลำบากในการควบคุมของรัฐบาลใหม่เท่านั้น มักจะปฎิบัติการกันตอนกลางคืนเป็นส่วนใหญ่

ส่วนการค้าการขายในเมืองย่างกุ้ง ตอนนี้ก็เริ่มที่จะสามารถทำการได้แล้วเป็นส่วนใหญ่ เพราะประชาชนต้องกินต้องใช้ จึงต้องออกมาทำมาหากินกันละครับ พนักงานบริษัทห้างร้านต่างๆ ก็เริ่มเข้าสู่โหมดปกติกันเป็นส่วนใหญ่แล้ว

จะมีเพียงสถาบันการเงินเท่านั้น ที่ยังดำเนินการไม่ได้เต็มที่ ดังนั้นก็ยังไม่มีความสะดวกมากนัก แต่ก็ถือว่าพอทำเนาครับ

เมื่อเข้าสู่โหมดของการทำมาหากิน ก็เริ่มมีความกังวลใจจากผู้ประกอบการท้องถิ่น ที่เป็นชาวเมียนมาเองครับ ผมต้องกล่าวอ้างว่า คอลัมน์บทความที่ผมเขียนอาทิตย์ละสองบทความ ได้มีท่านผู้อ่านที่เป็นแฟนคลับประจำเป็นชาวเมียนมา ได้เข้ามาอ่านไม่น้อยเลย อาจจะเป็นเพราะว่าท่านเหล่านั้นสามารถอ่านภาษาไทยได้ดี หรือไม่ก็มีคนเอาไปแปลก็เป็นได้

เพราะจะมีคำถามที่ทั้งเขียนมาถามโดยตรงกับที่ผ่านเพื่อนๆส่งไลน์มาถามให้ก็มีครับ อย่างอาทิตย์นี้ก็มีส่งคำถามเข้ามาถามว่า “อาจารย์คะ หนูเป็นคนพม่า ที่อยากทำธุรกิจคะ อยากจะถามว่านักลงทุนต่างชาติยังไม่พร้อมที่จะมาลงทุนที่ประเทศเมียนมาอีกร่วมปี เพราะมีความคิดว่ามีความเสี่ยงเยอะ หนูอยากถามว่าต้องให้ดูข้อมูลตัวเลขไหน  เพื่อจะได้ทราบสถานการณ์เศรษฐกิจของเมียนมาคะ? จะเป็นตัวเลข GDP  FDI หรือ Confidence Index (ดัชนีความเชื่อมั่น) คะ” 

ผมเข้าใจว่าที่ถามมาน่าจะเป็นผู้ประกอบการชาวเมียนมา ที่เป็นห่วงเป็นใยประเทศชาติของเขามาก ที่ไม่อยากเห็นประเทศของเขา กลับไปสู่วังวนของความมืดมนเหมือนในอดีต อย่างไรก็ตาม ผมก็จะตอบแบบกลางๆนะครับ

เราคงไม่ไปมองถึงด้านรัฐศาสตร์มากจนเกินไป เรามามองด้านเศรษฐศาสตร์น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่านะครับ แต่ผมจะขออนุญาตอธิบายด้วยคำพูดที่เข้าใจง่ายๆ ไม่สลับซับซ้อนมากเกินไป เพื่อจะได้ไม่เป็นวิชาการจนเกินไปนะครับ

สิ่งที่คุณจะต้องสังเกตุ และนำมาเป็นไกด์ไลน์ในการที่จะตัดสินใจบุกด้านการลงทุนนั้น อาจไม่ใช่จะเหมาะกับผู้ประกอบการณ์ไทยก็ได้ครับ เพราะบริบทที่แต่ต่างกันระหว่างนักลงทุนท้องถิ่นกับนักลงทุนต่างชาติโดยสิ้นเชิง วันนี้เราคงใช้สายตาการวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจในการลงทุนจากมุมของคนเมียนมาเท่านั้นนะครับ

วันนี้เราจะไปมองที่ GDP อาจจะไม่เหมาะสมสำหรับชาวเมียนมา เพราะแน่นอนว่า GDP ของประเทศเมียนมา น่าจะต้องตกต่ำหรือติดลบอย่างน้อยๆ -5 ถึง-7 ติดต่อกันอีกหลายปี ดังนั้นถ้าจะมาดูแค่ GDP อย่างเดียว คงจะต้องรออีกนาน ส่วนด้าน FDI หรือการลงทุนทางตรงจากนักลงทุนต่างประเทศ ผมพูดแบบไม่ต้องเกรงใจนะครับ

ผมเชื่อแบบที่ใครๆก็ทราบนะครับว่า ถ้าเป็นนักลงทุนจากชาติตะวันตก คงจะยากมากๆที่กลับมา เพราะเขาถูกรัฐบาลฝรั่งมังค่าที่ชอบทำตัวเป็นตำรวจโลก บอยคอทแบบไม่ยอมปล่อย ถ้าเราเป็นคนสัญชาติเขา เราจะกล้าเข้าไปประเทศเมียนมาหรือไม่ละ

ส่วนชาติที่เป็นมหามิตรที่แท้จริงอย่างประเทศจีนและประเทศไทย ก็คงจะหลับตาข้างหนึ่งแล้วเข้าไปดำเนินการต่อจากเดิมที่ลงทุนไว้แล้วแน่นอน นี่แหละยามยากเราจะรู้ว่าใครคือมิตรแท้ครับ

ส่วนนักลงทุนใหม่ๆคงต้องรอเวลาอีกนิดนะครับ รอให้ทุกสถานการณ์ทุกอย่างชัดเจนมากขึ้น ชาติที่จะรีบเข้าไปคงจะมีสองสามชาติที่กล่าวนั่นแหละ

ในส่วนดัชนีความเชื่อมั่น มีอยู่หลายตัว เชื่อว่าคุณอาจจะหมายถึงดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ก็ต้องดูว่าจากนักลงทุนต่างชาติหรือนักลงทุนท้องถิ่นของเมียนมาเอง

ถ้ามองจากนักลงทุนจากต่างชาติ ก็คงจะเป็นเหมือนคำตอบที่กล่าวมา ส่วนนักลงทุนท้องถิ่นชาวเมียนมา ผมก็เชื่อว่าดัชนีความเชื่อมั่นไม่ได้มีความสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน เพราะเจ้าสัวชาวเมียนมาเคยเจอสถานการณ์ที่เลวร้ายจากปี 1962และปี 1988 มาแล้ว ครั้งนี้คนที่ผ่านตรงนั้นมา ที่สำคัญเขายังมีชีวิตอยู่อีกเยอะแยะ เพราะถ้าเรารู้จักกับเหล่านักธุรกิจใหญ่ในเมียนมา ส่วนใหญ่จะอายุ 50-70 ปีขึ้นไปเกือบทั้งนั้น คนที่อายุน้อยๆจะมีน้อยมาก ดังนั้นคนเหล่านี้เขาผ่านร้อนผ่านหนาวมามากแล้ว คงจะไม่สร้างความวิตกให้เขาได้สักเท่าไหร่

สรุป ถ้าให้ผมมองว่าคุณควรดูจากสถานการณ์หรือตัวเลขทางเศรษฐกิจตัวไหนเป็นสำคัญ ผมคิดว่าคุณควรมองที่สถานการณ์น่าจะมีผลดีต่อการตัดสินใจของการลงทุนมากกว่า เช่น 1,ดูว่าการประท้วงลดน้อยลงไปมากเพียงใด? 2, ดูจากการค้าขายเข้าสู่ปกติแล้วหรือยัง? 3, ดูจากสถาบันการเงินได้เปิดได้เป็นปกติแล้วหรือยัง? 4,ดูจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราว่าตกต่ำลงมาเท่าไหร่แล้ว ? เพราะถ้าอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่ำกว่า 1800จ๊าดต่อ 1 US$ สัญญาณอันตรายก็เริ่มมีแล้ว (เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราที่มีผลต่อการลงทุนนั้น ยาวมาก คงต้องใช้เวลาในการอธิบาย ไว้โอกาสหน้านะครับ)

5, ดูจากอัตราการจ้างงานในภาคเอกชนว่ากลับเข้าสู่โหมดของการทำงานปกติหรือยัง? ซึ่งเรื่องนี้ก็ยาวเหมือนกัน เพราะถ้าผมสอนในชั่วโมงวิชาเรียน ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงอธิบาย คงต้องติดตามตอนต่อๆไปนะครับ

หวังว่าการอธิบายในครั้งนี้ จะช่วยคุณในฐานะนักลงทุนท้องถิ่นในประเทศเมียนมาได้บ้างนะครับ ขอให้โชคดีนะครับ