Home Editorial ใกล้จะสิ้นสุดความไม่สงบแล้วหรือ?

ใกล้จะสิ้นสุดความไม่สงบแล้วหรือ?

276
0

นี่อาจจะเป็นคำถามที่หลายๆคนโดยเฉพาะคนที่ทำธุรกิจในเมียนมาอยากจะรู้ แต่ก็ไม่มีใครสามารถตอบได้ชัดเจน เพราะจะเป็นเพียงการคาดเดาของผู้สังเกตุการณ์หรือนักวิชาการอีกหลายคนที่เฝ้าติดตามดูสถานการณ์แล้วก็คาดคะเนกันเอาเอง

แต่ในส่วนตัวของผม แม้อยากให้ทุกอย่างเข้าสู่ความสงบเสียที แต่ก็ไม่สามารถจะตอบแบบฟันธงไปได้ว่าใช่หรือไม่ใช่

เรามาลองวิเคราะห์กันเล่นๆดูนะครับ เอาทั้งด้านบวกและด้านลบ แล้วเรามาลองเดาแบบคนอื่นเขาดูบ้างก็ได้นะครับ

ก่อนอื่นเรามาลองวิเคราะห์ดูถึงความเป็นไปได้สักสี่ห้าแนวทางดูว่าจะเป็นอย่างไร

แนวทางแรก สมมุติว่าถ้าหากเหตุการณ์จะยุติลงด้วยการที่ฝ่ายรักษาความมั่นคงยอมที่จะถอยหลัง แล้วคืนอำนาจให้รัฐบาลเก่า แล้วให้รัฐบาลจากพรรค NLD เข้ามาจัดตั้งรัฐบาลใหม่อีกครั้งหนึ่ง

สิ่งที่จะเป็นไปได้ก็คงจะต้องให้กลุ่มของ CDM ต้องไม่ยอมแพ้ และจะต้องไม่เกรงกลัวต่อการปราบปรามอย่างรุนแรง และไม่กลัวต่อความตาย ซึ่งถ้าหากมีการปราบปรามด้วยอาวุธ ผมเชื่อว่าจะต้องมีการสละชีพอีกไม่น้อยกว่าเมื่อครั้งในปี 1988 และปี 2007

ซึ่งครั้งนั้นมีการสูญเสียกันนับพันรายเลยทีเดียว แต่ในครั้งนี้จะแตกต่างกับครั้งนั้น เพราะสื่อทางโซเชียลมีเดียมาแรงมาก ส่งผลให้ข่าวสารกระจายไปอย่างรวดเร็ว ไม่จำกัดเฉพาะในประเทศเท่านั้น

อีกอย่างหนึ่งที่ทางพรรค NLD จะต้องเผชิญการปราบปรามอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่สูงมากๆ และคงจะต้องให้มีการช่วยเหลือจากภายนอกประเทศด้วย ซึ่งในช่องทางนี้ ผมคิดว่าไม่ง่ายเลย

ความเป็นไปได้อย่างที่สอง คือ การแทรกแซงจากภายนอกของประเทศตะวันตก ที่จะต้องแซงชั่นอย่างรุนแรงจนทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้นในประเทศเมียนมา จนทำให้ฝ่ายความมั่นคงยอมถอยเอง

วิธีนี้ประเทศตะวันตกอาจจะต้องตกเป็นผู้ทำร้ายคนเมียนมาในสายตาของประเทศอีกฝากฝั่งหนึ่ง ซึ่งวิธีนี้ ผมก็เชื่อว่าฝั่งของประเทศจีนและประเทศรัสเชีย คงจะมองดูด้วยสายตาเคืองๆแน่ๆ

และประชาชนตาดำๆของเมียนมา จะตกอยู่ในที่นั่งที่ลำบากมากๆ ประเทศเมียนมาจะต้องถอยหลังไปอีกอย่างน้อยๆก็ยี่สิบปีอีกครั้ง ชึ่งประเทศตะวันตกจะทำใจได้หรือไม่ ก็ยากที่จะคาดเดาด้วยเช่นกัน

ความเป็นไปได้ในทางที่สาม คือ ประเทศตะวันตก หันมาใช้วิธีการตาต่อตา ฟันต่อฟัน นั่นคือการใช้กำลังทหารบุกยกพลขึ้นบกที่เมียนมา เหมือนที่ทำกับประเทศอิรัก ประเทศชีเรีย ผมคิดว่าวิธีนี้จะสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นชนวนที่จะทำให้เกิดสงครามโลกขึ้นมาได้ เพราะอย่าลืมว่าประเทศเมียนมาขนาบข้างด้วยประเทศจีนและประเทศอินเดีย

ดังนั้นการใช้วิธีนี้ ก็เป็นไปได้ยากมากเช่นกัน อีกเหตุผลหนึ่งที่เป็นข้อสมมติฐานของผมเอง เพราะอย่าลืมว่าวันนี้ประเทศจีนได้เอาประเทศเมียนมาเป็นประตูหลังบ้าน เพื่อออกสู่มหาสมุทรอินเดียทางฝั่งตะวันตกเรียบร้อยแล้ว

จีนเขาคงไม่สบายใจแน่ๆหากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นจริงๆ อีกทั้งประเทศจีนได้เข้าไปลงทุนในประเทศเมียนมาเยอะมากๆ หากประเทศเมียนมาต้องพังลง เขาคงต้องสูญเสียสิ่งที่เขาลงทุนไปทั้งหมดเลย

อีกประการหนึ่งวันนี้ประเทศตะวันตก กำลังเผชิญกับปัญหา COVID -19 ที่ค่อนข้างจะรุนแรง การที่จะระดมสรรพกำลังเข้ามาต่อกรกับทางประเทศตะวันออก ผมว่าเขาคงต้องคิดหนักแน่ๆครับ จึงคิดว่าวิธีนี้คงจะเกิดขึ้นได้ยากมากๆครับ

ความเป็นไปได้อย่างที่สี่ ที่น่าจะเป็น คือ ฝ่ายของ SAC หรือฝ่ายความมั่นคง สามารถควบคุมสถานการณ์ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ชึ่งผมเชื่อว่าหนทางที่จะเป็นไปได้ก็ยากมากๆเช่นกัน

เพราะ SAC จะต้องใจแข็งเห็นคนในชาติต้องสูญเสียล้มตายอีกไม่น้อยแน่นอน เพราะเขาจะต้องระดมกำลังไล่ล่าฝ่ายของ CDM อย่างหนักหน่วง และจะต้องเก็บให้หมด เพื่อให้เกิดความเกรงกลัวขึ้นในหมู่ประชาชน

ต้องพูดว่าเป็นวิธีนี้ทหารของเขาเคยทำมาแล้วในประวัติศาสตร์ ก็จะต้องวัดใจท่านพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย จะใจแข็งพอหรือไม่

ชึ่งสิ่งที่ผมได้รับทราบมาจากเพื่อนๆชาวเมียนมาเล่าให้ฟังมา ท่านพลเอกอาวุโสท่านนี้ จะเป็นสุภาพบุรุษมากๆ และถ้าดูจากผลงานของท่านที่ผ่านมา ท่านไม่ได้เป็นคนที่โหดเหี้ยมเลย จึงคิดว่าความเป็นไปได้ในช่องนี้ คงจะยากมากเช่นกันครับ

อีกหนึ่งในความเป็นไปได้ คือ มีองค์กรที่น่าเชื่อถือมาเป็นคนกลางเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย ผมก็มองไม่เห็นใครที่มีบารมีหรือยอมที่จะทำงานชิ้นนี้ให้ประสบความสำเร็จได้

เพราะวันนี้มันเลยจุดที่ใครจะยอมแบกหน้าไปเสี่ยงต่อการถูกหลายฝ่ายเกลียดชัง เพราะวันนี้ต้องบอกว่าเลยจุดที่ทั้งสามฝ่ายจะยอมหันหน้ามาพูดคุยกันด้วยสันติวิธีไปแล้ว

อีกทั้งการเสี้ยมของชาติมหาอำนาจหลายค่าย ทำให้ทั้งสามกลุ่มต่างไม่ยอมคุยกันไปแล้ว เหตุผลเพราะชาวเมียนมา เป็นคนที่ไม่ยอมเสียศักดิ์ศรีง่ายๆ

ดังนั้นจุดที่พอจะคุยกันโดยสันติวิธี มันได้ผ่านพ้นไปตั้งแต่การไม่ยอมรับความเป็นรัฐบาลของฝ่ายความมั่นคงหรือ SAC อีกทั้งมีการปฏิเสธความเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศในช่วงอาทิตย์ก่อนของชาติที่เป็นเพื่อนเราในกลุ่ม AEC นั่นเอง

ดังนั้นเรื่องราวได้ดำเนินมาถึงจุดนี้แล้ว คงยากที่จะได้เห็นสันติสุขของชาวเมียนมาง่ายๆเสียแล้วครับ

น่าเสียใจกับประชาชนชาวเมียนมาจริงๆครับ