Home Editorial อารยะขัดขืนในเมียนมา

อารยะขัดขืนในเมียนมา

226
0

โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

ในช่วงที่ผ่านมานี้ การเปลี่ยนแปลงหรือวิวัฒนาการของการชุมนุมด้วยประชาชนในเมียนมา ได้เปลี่ยนไปเร็วมากๆ เร็วจนกระทั่งผมตามแทบไม่ทัน บางวันผมเขียนบทความเสร็จ พอจะส่งต้องรีบมาแก้ใหม่อีกครั้ง เพราะเหตุการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ทุกอย่างไม่ใช่อย่างที่ผมคิดเสียแล้ว

ดังนั้นหากสิ่งที่ผมเขียนลงไป ท่านที่ติดตามอยู่ หากเห็นว่าไม่เหมือนเดิม ก็อย่าถือโทษโกรธกันนะครับ ก็อภัยด้วยก็แล้วกันครับ

วันนี้อยากจะนำเอาการจัดตั้งกลุ่มผู้คนออกมาอารยะขัดขืนหรือถ้าเอาให้ไพเราะหน่อย ให้เป็นภาษาอังกฤษก็ต้องเรียกว่า Civil Disobedient Movement (CDM) ถ้าแปลให้ตรงๆคำศัพท์ ก็คือ “การเคลื่อนไหวด้วยอารยะขัดขืนของประชาชน”

ซึ่งต้องบอกว่าที่เมียนมาต้องถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์โลกเลยละครับ ดังนั้นเราควรจะต้องจับตาดูและศึกษาไว้ ผมอยากจะนำเอาไปเปรียบเทียบกับยุคที่ท่านมหาตมะ คานธี ของอินเดีย ได้ปฏิบัติกับผู้ปกครองประเทศด้วยการอารยะขัดขืนแบบอหิงสา ที่โด่งดังไปทั่วโลก จนกระทั้งทุกวันนี้ นักเรียนนักศึกษาต้องนำมาเรียนกันเป็นตำหรับตำราเลยทีเดียว

ดังนั้นเราเกิดมาในยุคนี้ ก็ควรจะต้องจับตาดูและจดจำไว้ก็ได้นะครับ รับประกันว่าไม่ทำให้รกสมองของท่านเปล่าๆแน่นอนครับ

การเคลี่อนไหวของการอารยะขัดขืน(ซึ่งต่อไปนี้ ผมขออนุญาตเรียกว่า CDM) เริ่มขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่เป็นวันที่สองของการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศเมียนมา ได้เริ่มขึ้นด้วยกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง มีการใช้โซเชี่ยลมีเดียมานัดหมายให้ประชาชนขัดขืนการกระทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (ซึ่งต่อมาทางการเมียนมาได้ห้ามสื่อต่างๆใช้คำว่ารัฐประหารให้ใช้คำอื่นที่ไม่แสลงใจมาเรียกหา ผมจึงขออนุญาตเรียกตามนี้ก็แล้วกันนะครับ)

ด้วยการนัดหมายทุกค่ำคืนเวลาสองทุ่มตรง ให้คนที่ไม่เห็นด้วยกับทหาร ออกมาเคาะหม้อ เคาะกระทะ หรือสิ่งของที่สามารถส่งเสียงให้ไปเข้าถึงหูผู้มีอำนาจให้ได้ ที่เขาไม่ออกมาเรียกร้องด้วยการลงเดินบนถนนก่อน อาจจะเป็นเพราะว่า เขาไม่แน่ใจว่าจะมีคนกล้าออกมาเรียกร้องด้วยหรือไม่

อีกอย่างหนึ่งอาจจะเพราะคนเมียนมาเอง ก็เคยเห็นการปราบปรามผู้เห็นต่างด้วยกระสุนจริง ตายกันเป็นเบือในอดีตมาแล้วถึงสามครั้ง คือครั้งปฏิวัติปี 1962 , 1988 และครั้งเมื่อมีการลอยตัวค่าน้ำมันในปี 2007 มาแล้ว

ดังนั้นต่อให้รักชาติขนาดไหน ก็คงไม่มีใครกล้าเสี่ยงตาย ออกมาก่อนแน่นอน ก็คงจะต้องดูว่ามีคนสนับสนุนแนวคิดมากพอที่จะไม่ถูกยิงตายก่อนหรือไม่ แล้วจึงจะกล้าเปิดหน้าเปิดตากันออกมาสู้แน่ๆครับ พอเสียงหม้อเสียงกะทะกระหึ่มทั่วกรุงย่างกุ้ง

แสดงว่ามีคนเอาด้วยเยอะมากพอควร ในวันต่อๆมาก็จึงชักชวนกันลงมาบนถนน คราวนี้จำนวนคนยิ่งเยอะขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงวันนี้แหละครับ

เรามาดูว่ากลยุทธ์ ที่เขาทำกันนั้น เกิดจากมีผู้นำต้นขบวนเป็นบุคคลากรทางการแพทย์และแพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐ นั่นแหละเป็นตัวก่อหวอดก่อน ถามว่าทำไมหมอพวกนี้จึงกล้าถือธงนำหน้า แล้วให้คนอื่นแก้ผ้ารำวงตามละ

ต้องบอกว่าหมอเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในทุกๆอาชีพอยู่แล้ว เขาเองก็คงจะประเมินสถานการณ์แพร่ระบาดของเจ้าวายร้ายผีน้อย COVID-19 ที่กำลังระบาดอย่างหนักออก

เพราะหากทหารจับกุมหมอเหล่านั้นทั้งหมด แล้วใครจะเป็นคนออกมาฉีดวัคซีนที่สั่งซื้อมามากถึง 30 ล้านโด๊สนี้ให้กับประชาชนละครับ ดังนั้นหมอจึงเอาชีวิตของประชาชนมาเป็นเกาะกำบังก่อน ซึ่งก็ได้ผลครับ

ผลที่ตามมาคือสาขาอาชีพอื่นๆ จึงได้แห่ลงมาบนท้องถนนอีกมากมาย แม้แต่คนที่สมควรจะถือปืนออกมาปราบปราม CDM อย่างเช่นตำรวจบางนาย ก็กล้าที่จะแปรพักตร์เปลี่ยนสีเป็นแตงโมไปหลายนาย

ยังมีข้าราชการในกระทรวงทบวงกรมต่างๆเข้าร่วมเป็น CDM เพิ่มเข้ามาอีกมากมายไม่หยุดลงง่ายๆครับ

กลยุทธ์ที่ทางกลุ่ม CDM นำมาใช้นั้น เริ่มด้วยการชักชวนดารานักแสดงเด่นๆดังๆเข้ามาร่วมสังกัด CDM ก่อน ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้โดยพื้นฐานก็ไม่นิยมชมชอบเผด็จการทหารอยู่เป็นทุนอยู่แล้ว จึงง่ายที่จะชักจูงเข้ามาร่วม

จากนั้นก็กระจายไปที่กลุ่มไฮโซที่ไม่ชอบทหารเช่นกัน ก็จึงกระจายฐานแนวร่วมได้อย่างรวดเร็วมาก แล้วจึงไปติดตามประชาชนคนธรรมดาเข้ามา และข้าราชการต่างๆอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ในส่วนของข้าราชการนั้นเป็นการยากมากๆที่จะให้เขาเข้ามาร่วม เพราะการสอบเข้าทำงานในระบบราชการนั้นลำบากยากเย็นมากในประเทศเมียนมา

อีกทั้งสวัสดิการต่างๆของข้าราชการนั้นมีหมดทุกอย่าง ที่สำคัญมีบ้านพักให้อยู่อย่างดี ดังนั้นเขาเองคงไม่ยากเสี่ยงมาเข้า CDM แล้วถูกยึดคืนบ้านหลวง ไม่มีข้าวสารกรอกหม้อแน่นอน ทางกลุ่ม CDM ก็ได้แก้เกมส์ด้วยการจัดตั้งกองทุน ระดมกันออกมารับบริจาคเงินเข้ากองทุนช่วยเหลือข้าราชการที่ถูกไล่ออกจากงาน

แม้แต่ชาวบ้านทั่วไปที่ไม่อยากกลับหลังหันไปอยู่แบบแร้นแค้นเหมือนในยุคหลังจากปี 1988 ก็ช่วยกันออกมาระดมทุนรอนกัน แม่ค้าแม่ขายในตลาดสด ก็ออกมาติดป้าย CDM กัน

เป็นที่รู้กันว่า หากคนที่เข้ามาใน CDM แล้วอดอยากปากแห้ง ก็มาขออาหารสดอาหารแห้งจากร้านค้าที่มีป้าย CDM ได้ จึงทำให้การขยายตัวของอารยะขัดขืน ไม่น่าจะจบลงง่ายๆแน่นอนครับ

เรามาดูว่าแล้วสรุปจะออกมาในรูปแบบไหนต่อละคราวนี้ ที่สาธยายมาทั้งหมด หากเรามานั่งวิเคราะห์กันดู จะเห็นว่านี้เป็นเพียงหนึ่งในสามฝ่ายเท่านั้นนะครับ ยังมีอีกสองฝ่ายคือฝ่ายของกองทัพหรือฝ่ายความมั่นคง

และฝ่ายของพรรคการเมืองที่มีท่านดอร์ ออง ซาน ซูจี เป็นแกนนำ แน่นอนว่าอีกสองฝ่ายเขาย่อมมีเหตุผลที่เขาไม่ยอมถอยด้วยเช่นกัน(ไว้จะเขียนมาให้อ่านเพิ่มเติมใหม่นะครับ) ดังนั้นละครเวทีนี้ จะจบลงอย่างไร เราคงต้องมานั่งวิเคราะห์อย่างจริงๆจังๆดูนะครับ

ไม่แน่นะครับ ถ้าใครสามารถสร้างสันติภาพในภูมิภาคนี้ได้สำเร็จ เผลอๆอาจจะมีรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพหล่นมาตกแถบนี้อีกก็เป็นไปได้นะครับ