Home Hilight คำพูดสะท้านแผ่นดินเมียนมา

คำพูดสะท้านแผ่นดินเมียนมา

175
0

โดยกริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

ในสองวันมานี้ ข่าวของเมียนมาไม่มีข่าวไหนที่จะดังเท่าข่าว “คำพูดสะท้านแผ่นดิน” ของที่ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดประเทศเมียนมา พลเอกอาวุโส มิ่น อ่อง หล่าย ที่ออกมาปราศัยสุนทรพจน์ที่ตีพิมพ์เผยแพร่โดยหนังสือพิมพ์เมียวดีของกองทัพเมียนมา ซึ่งผมคงไม่ต้องกล่าวถึงรายละเอียดอีกแล้วละครับ คิดว่าทุกท่านคงได้อ่านผ่านสายตากันหมดแล้ว แต่ก็มีเพื่อนๆแฟนคลับ และเพื่อนสนิทจำนวนมากได้โทรศัพพ์เข้ามาสอบถาม เรียกว่าสายแทบไหม้เลยครับ เอาเป็นว่าผมขออนุญาตใช้เวทีของคอลัมน์นี้ ส่งข่าวขยายความให้อ่านเล่นนะครับ

เกือบจะทุกท่านที่โทรศัพพ์เข้ามา มักจะถามว่า จะมีการปฎิวัติจริงหรือไม่ ผมก็คงต้องตอบว่า ในความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่าโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น มีเปอร์เซนต์น้อยมาก ในสองวันมานี้ ผมเองก็ได้ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด อ่านทั้งคำปราศัยที่เป็นภาษาอังกฤษของท่านพลเอกอาวุโส มิ้น อ่องหล่าย และอ่านทั้งเนื้อข่าวจากหนังสือพิมพ์เมียนมาและหนังสือพิมพ์จีน เท่าที่ดูก็ค่อนข้างจะคลุมเคลือนะครับ ถ้ามองโลกในแง่ดี ผมก็ว่ายังไม่ชัดเจนว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเท่าไหร่

อีกประการหนึ่งที่ทำให้ผมค่อนข้างจะเชื่อว่าไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น ก็เพราะว่าวันนี้ประเทศเมียนมาได้เดินทางมาไกลมากแล้ว ประเทศเจริญต่างจากเมื่อครั้งผมไปอยู่ใหม่ๆเยอะมาก อีกอย่างหนึ่งประชาชนรวมทั้งกองกำลังทหารทุกท่าน ก็ได้ผ่านเหตุการณ์เช่นนั้นมาแล้วถึงสองครั้ง ครั้งที่หนึ่งเมื่อปีค.ศ.1962 และครั้งที่สองในปีค.ศ.1988 ทั้งสองครั้งล้วนทำให้ประเทศเมียนมาได้รับความทุกข์ยากมาแล้วอย่างมาก ดังนั้นทั้งฝั่งรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน คงไม่มีใครอยากเดินเส้นทางเดิม ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ ทางฝั่งรัฐบาลเองก็เก็บตัวเงียบ ไม่มีการตอบโต้หรือยั่วยุใดๆเลย จะมีเพียงกลุ่มที่ไม่หวังดีบางส่วนเท่านั้น ที่ออกมาแสดงอาการบ้าง ไม่เหมือนบ้างประเทศที่มีนักวิชาเกินเยอะ มีนักเดินขบวนมืออาชีพก็เยอะ อีกทั้งบ่างช่างยุที่แฝงมาในนามสื่อมวลชนก็เยอะ แต่ที่ประเทศเมียนมายังไม่พัฒนาอย่างนั้น ดังนั้นวันนี้จึงน่าจะไม่มีอะไรในก่อไผ่นะครับ

อีกประการหนึ่ง ก็ได้เห็นทางฝั่งทหารก็ได้ออกมาให้ข่าวแล้วว่า เป็นการตีความหมายคาดเคลื่อนของผู้สื่อข่าวเองเท่านั้น แหม….เป็นคำตอบที่ช่างเหมือนว่าจะคุ้นๆนะครับ หรือว่าเขาแอบมาดูงานที่ประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศกระมังครับ เรามาดูว่าหากมีการเปลี่ยนแปลงจริง ใครจะได้ใครจะเสียดีกว่านะครับ คนที่เสียแน่นอนว่าต้องเป็นประชาชนตาดำๆแน่นอน เศรษฐกิจที่อุตส่าห์ฝ่าฟันมาตลอดสิบกว่าปีมานี้ อาจจะต้องถดถอยลงอย่างแน่นอน

สำหรับชาวนักธุรกิจ-นักลงทุนต่างชาติ แน่นอนว่าเสียหายอย่างช่วยไม่ได้เช่นกัน นักธุรกิจที่เสียหายมากที่สุด คงหนีไม่พ้น “ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน” รองลงมาก็ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงค์โปร์ และไทย ที่เป็นเช่นนี้ เพราะยิ่งใหญ่ยิ่งเจ็บครับ จีนได้ทุ่มทุนไปลงในประเทศเมียนมาอย่างไม่ยั้งมือ เพราะทางการจีนเองมีนโยบาย One Belt One Road ที่หนึ่งในจุดหมายปลายทาง ที่จะเปิดฝั่งตะวันตกของประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็นซินเจียง ยูนนาน กุ้ยโจว เสฉวน ล้วนแล้วแต่ฝากความหวังได้ออกสู่ทะเลที่ท่าเรือน้ำลึกจ้าวผิ่ว รัฐยะไข่ ประเทศเมียนมาทั้งสิ้นครับ ถ้ามีปัญหาสามวาสองศอกเมื่อไหร่ ทุกอย่างจะถูกยกเลิกหรือเปล่าก็ไม่รู้ละครับ ตัวใครตัวมันละคราวนี้ 
 

ที่จะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกกลุ่มหนึ่ง ก็คือกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศเมียนมาเองครับ สิ่งที่กลุ่มชาติพันธุ์กับรัฐบาลเมียนมาที่ผ่านๆมา ได้ร่วมกันพยายามสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในประเทศเมียนมา การประชุมร่วมหลายฝ่าย ทั้งที่เมืองปางหลวงและที่ประเทศไทย อาจจะสูญเปล่าไปเลยหรือเปล่า คนที่จะให้คำตอบนี้ได้ ก็มีเพียงผู้มีอำนาจในการบริหารประเทศเมียนมาในเวลานั้นเท่านั้นครับ แต่ผมเชื่อว่าความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ ต้องได้รับความเชื่อมั่นจากทุกๆเผ่าพันธุ์นะครับ นี่คือกุญแจสำคัญของการเจรจาสันติภาพครับ
 

เรามาดูกันนะครับว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจริงๆ แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับนักธุรกิจที่ไม่ใช่นักการเมืองอย่างเราๆท่านๆด้วย ผมเชื่อว่าจะเกิดความหวาดหวั่นขึ้นในความคิดของนักธุรกิจ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อรัฐบาลประชาธิปไตยจะมีมากกว่ารัฐบาลที่มาจากการเปลี่ยนแปลงด้วยกำลังแน่นอนครับ การค้า-การลงทุน สำหรับมือใหม่ที่ไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้ ก็อาจจะขยาดแขยงไปบ้าง ในระยะสั้นคงไม่มีใครกล้าบ้าบิ่นเข้าไปทำการค้า-การลงทุนเพิ่มแน่ แล้วถ้าถามผมว่าจะเอายังไงกับชีวิตดี ตอบในส่วนตัวผม ซึ่งผมได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอควร ก็คงต้องเดินหน้าค้าขายต่อไปอย่างไม่มีทางเลือกละครับ ขืนกลัวคงอดตายแน่ ลูกสามเมียหนึ่งจะให้ทำอย่างไรได้ครับ

ทีนี้มาดูผลดีที่จะเกิดบ้างนะครับ เราพูดแต่ผลเสียข้างเดียว เดี๋ยวจะหาว่าลำเอียง ผมคิดว่ากลุ่มที่อิงอยู่กับทหาร ก็มีอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน เขาคงจะปรบมือสองข้างอย่างสนั่นหวั่นไหว ประเทศที่จะได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลง ก็อาจจะมีบ้างนะครับ ดูได้จากกลุ่มที่เข้าข้างฝ่ายทหาร คงจะพอดูออก ผมคงจะไม่ขอนำมาเล่านะครับ เดี๋ยวรถทัวร์ลงแน่ๆครับ

อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวผมในฐานะนักธุรกิจที่ไม่เล่นการเมือง เราก็อยากเห็นสันติภาพเกิดขึ้นในประเทศเมียนมา เราอยากเห็นความเจริญก้าวหน้าเกิดขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้านเรา เราอยากเห็นทุกๆฝ่ายใช้ความอดทนอดกั้นให้มากที่สุด เราอยากเห็นเมื่อถึงทางตันแล้ว ให้ทุกฝ่ายถอยหลังมาคนละก้าวสองก้าว แล้วจับมือกันเดินหน้าต่อไป อย่ากลับไปเหมือนเดิมอีกเลยครับ….ผมเองก็เข็ดขยาดเหมือนกัน แฮ่…นึกว่าจะแน่!!!!