Home Editorial การแก้ไขของบทเรียนมหาชัยโมเดล

การแก้ไขของบทเรียนมหาชัยโมเดล

298
0

โดยกริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

ในห้าวันที่ผ่านมา ได้เกิดปรากฏการณ์การแพร่ระบาดของเจ้าวายร้ายผีน้อย COVID-19 เข้ามาสู่ตลาดกุ้งที่มหาชัย ทำให้เกิดการแตกตื่นของชาวประชาเป็นอย่างยิ่ง ผมไม่กล้าที่จะบอกว่า ผมอาจจะเป็นคนแรกๆ ที่คาดการณ์ว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นในสังคมคนเมือง เพราะนั่นเป็นการซ้ำเติมกันเปล่าๆ เราควรนำเอาบทเรียน มหาชัยโมเดล ในครั้งนี้ มาช่วยกันเตือนความจำ หรือช่วยกันหาทางแก้ไขจะดีกว่าการที่จะไปโทษคนนั้นโทษคนนี้นะครับ

ในวันที่ผมให้สัมภาษณ์คุณสุทธิชัย หยุ่น ท่านก็ถามผมคำหนึ่ง ซึ่งผมก็ค่อนข้างจะตระหนกที่เดียวว่า งานนี้เราควรจะโทษคนที่รับจ้างพาแรงงานเมียนมา หลบหนีเข้ามาในเมืองหรือไม่ ผมต้องบอกไปว่า ผมมิบังอาจจะไปกล่าวโทษใครทั้งนั้น อีกทั้งมีบางคนในไลน์ต่างๆที่โพสว่า เราเสียกรุงให้พม่ารามัญอีกแล้วหรือนี่ ผมอยากจะบอกว่า เราไม่ควรจะไปกล่าวโทษชาวแรงงานเมียนมาเหล่านั้นนะครับ เราได้แค่โทษเจ้าวายร้ายผีน้อยโควิดมากกว่า เพราะหากไม่มีเหตุการณ์โรคระบาด COVID-19 ระลอกสองเกิดขึ้นที่บ้านเขา เขาก็คงไม่ต้องหลบหนีเข้ามาที่บ้านเราหรอกครับ อีกอย่างถ้าเรามองกลับกัน ถ้าวันนี้หากเหตุการณ์ระบาดนี้เกิดขึ้นในบ้านเรา และสมมุติว่าเมียนมาบ้านเขาสงบร่มเย็น ไม่มีภยันตรายนี้เข้ามากล้ำกลาย เราก็คงต้องหนีร้อนไปพึ่งเย็นที่บ้านเขาเช่นกัน ดังนั้นในฐานะเพื่อนร่วมมนุษยชาติ เพื่อนร่วมชะตากรรมที่มีบ้านติดกัน เราควรจะมีเมตตาต่อเขาให้มากๆ นะครับ เราควรจะยื่นมือไปช่วยเขา เราไม่ควรจะไปเกลียดชังเขา เพราะเรากับเขาจะต้องอยู่ในบ้านที่ติดกันไปชั่วกัปชั่วกัลป์ตลอดไป เราไม่สามารถย้ายบ้านหนีเขาไปได้หรอกครับ

ผมอยากจะขออุปมาอุปไมยง่ายๆว่า หากน้ำป่าไหลหลากเข้ามาท่วมบ้าน เราจะเอาคันดินมาปกป้องแต่บ้านเรา แล้วปล่อยในข้างบ้านเขาเผชิญชะตากรรมคนเดียว ไม่นานเราก็ไปไม่รอด เพราะถ้าคันกั้นน้ำล่ม น้ำย่อมทะลักเข้ามาบ้านเราเช่นเดียวกันครับ ดังนั้นเมื่อเราสามารถที่ปิดกั้นได้สำเร็จแล้ว เราก็ควรจะเผื่อแผ่ไปช่วยเพื่อนบ้านบ้างนะครับ เขารอดเราก็รอด ช่วยเขาก็เหมือนช่วยเราครับ

วันนี้เมื่อเกิดเรื่องแล้วเราควรจะทำอย่างไรต่อไปดี ผมอยากจะขออนุญาตกล่าวถึง ความกล้าหาญที่ทระทรวงสาธารณสุขได้ตัดสินใจทำอะไรสักอย่างลงไปครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมพูดในทุกเวทีที่ผมมีโอกาสพูด คือว่าเราต้องรีบใช้งบประมาณเพียงน้อยนิด ไปประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการที่เขามีลูกจ้างแรงงานต่างชาติที่เป็นชาติที่เสี่ยงภัยโควิดทั้งหมด ให้เขารีบดำเนินการประชุมแรงงานของเขา แล้วให้ความรู้เรื่องภัยนี้ว่ามันร้ายแรงอย่างไร จากนั้นก็ขอให้แรงงานทั้งหมดรีบเข้ามาตรวจหาเชื้อก่อนเลย ซึ่งอย่างที่อาจารย์ธีรวัฒน์กล่าวไว้ว่า ปัจจุบันนี้ต้นทุนในการทำ Rapid Test ที่ถูกมาก เพียงคนละไม่ถึงสองร้อยบาท จากนั้นก็คัดกรองเอาผู้ติดเชื้อเข้าสู่ขบวนการที่เข้มข้นยิ่งขึ้น เช่นการตรวจที่ใช้วิธีแยงจมูกหาเชื้อเป็นต้น ส่วนคนที่ไม่มีการติดเชื้อ ก็ให้เขาไปใช้ชีวิตแบบปกติทั่วไปครับ

ปัจจุบันนี้ก็เป็นที่น่ายินดีที่ทางกระทรวงสาธารณสุข ก็ได้เริ่มดำเนินการแล้ว ทำให้เบาใจไปเยอะครับ แต่ผมขออนุญาตอธิบายถึงเรื่องของแรงงานต่างชาติที่มีแผ่นดินติดกับประเทศเราดังนี้ครับ โดยทั่วไปแรงงานต่างชาติจะมีอยู่ 3 ประเภทด้วยกัน คือ

(1) แรงงานตามฤดูกาล (2) แรงงานตามสัญญา MOU (3) แรงงานลักลอบเข้าเมือง

ประเภทที่ (1) แรงงานตามฤดูกาล หมายถึงแรงงานที่อยู่ตามชายแดน ที่มักจะข้ามเข้ามาหางานทำตามฤดูกาล ปัจจุบันนี้ หลังจากที่มีเหตุการณ์ระบาดของโรคโควิด แรงงานเหล่านี้ที่ข้ามมาอยู่กับนายจ้าง ก็ไม่สามารถกลับไปบ้านเกิดได้ ยังคงตกค้างอยู่ตามชายแดนต่างๆก็ยังมีอยู่ ที่ไม่ได้ข้ามมาก่อนหน้านั้น ก็ไม่สามารถข้ามมาอีกได้ (2) แรงงานตามสัญญา MOU กลุ่มนี้เป็นแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีปัญหามากนัก จะมีแต่เพียงอาจจะให้ที่พักพิงแต่ผู้ที่เข้ามาอย่างผิดกฏหมาย ที่เป็นญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงเป็นส่วนใหญ่ สุดท้ายคือ (3) แรงงานลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย กลุ่มนี้เราไม่สามารถประเมินได้ว่ามีอยู่เท่าไหร่ในปัจจุบันนี้นี่คือปัญหาที่ใหญ่ที่สุดครับ และสิ่งหนึ่งที่เราไม่อาจปฏิเสธได้ ที่แรงงานต่างชาติทั่วไป หากเขาไม่ได้เข้ามาแบบถูกต้องตามกฏหมาย เขาจะไม่กล้าจะเข้าหาเจ้าหน้าที่เพื่อแสดงตัวโดยเด็ดขาด นี่คือหลักจิตวิทยาง่ายๆเลยครับ ดังนั้นหากเราจะแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาด เราต้องแก้ที่กลุ่มที่ 3 ให้ได้เสียก่อนครับ

ส่วนวิธีการที่จะแก้คือ เราต้องหาคนที่เขาให้ความเชื่อใจได้ ไปประชาสัมพันธ์ให้เขาเข้าใจว่า ทางการไทยเราไม่ได้ต้องการที่จะจับกุมเขาเข้าคุกเข้าตะราง เราเพียงต้องการให้เขาเข้ามาตรวจหาเชื้อโควิดเท่านั้น ซึ่งผมก็เห็นทางราชการเราก็ได้เร่งทำการประชาสัมพันธ์อยู่ แต่ผมคิดว่าท่านเพียงใช้สื่อโซเชี่ยวมีเดีย อาจจะไม่สามารถทำให้เขาเชื่อได้ว่า ท่านไม่จับกุมเขาจริงๆ เพราะต้องเข้าใจว่า ในอดีตกาลชาวเมียนมาเขาถูกหลอกลวงจากชาติตะวันตกมาเยอะแล้ว การที่จะทำให้เขาเข้ามาให้ท่านตรวจหาเชื้อ ต้องใช้คนที่เขาไว้ใจจริงๆ เข้าไปหาเขา และอธิบายให้เขาเข้าใจจริงๆว่าสิ่งที่เราพูดสิ่งที่เราต้องการทำนั้นเพื่ออะไร เขาอาจจะเชื่อแต่ก็ไม่แน่ว่าจะได้ผลร้อยเปอร์เซนต์ครับ แต่เราก็ต้องทำครับ ไม่งั้นหากเขาเตลิดเปิดเปิงไป เราจะแก้ไขลำบากครับ เพราะชุมชนชาวเมียนมาในเมืองใหญ่ๆในประเทศไทย เยอะมากครับ

หากทางการได้อ่านเจอบทความของผม ในฐานะประธานสภาธุรกิจไทย-เมียนมา ท่านขอมาได้เลยนะครับ อะไรที่ทำให้ประเทศชาติอยู่รอดได้ ผมยินดีถวายชีวิตร่วมด้วยช่วยกันเลยครับ