Home Editorial ตัวเลขมหัศจรรย์

ตัวเลขมหัศจรรย์

353
0

โดยกริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

ตัวเลขที่ผมกำลังจะกล่าวถึงนี้ ไม่ใช่เป็นการใบ้หวยนะครับ แต่เป็นตัวเลขจริงที่ระบาดขึ้นที่ประเทศเมียนมาของโรคระบาดเจ้าวายร้าย COVID-19  ได้แผลงฤทธ์เข้าใส่ ตัวเลขที่ก้าวกระโดด ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเมียนมาพังยับเยินไปอย่างไม่น่าเชื่อครับ เดี๋ยวผมจะให้ดูเพียง 3-4 วันก็จะเห็นชัดนะครับ แล้วเรามาดูกันว่าเราควรจะทำอย่างไรกันต่อไปจากนี้ เพราะผมเชื่อว่าเจ้าวายร้ายตัวนี้ คงไม่หยุดอยู่เพียงประเทศเมียนมาเท่านั้นนะครับ ที่นำมาเสนอให้เห็นนี้ ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้ตื่นหนกหรือสร้างความหวาดกลัวนะครับ เพียงแต่อยากให้พวกเราระมัดระวังตัว และเตือนสติกันใว้ว่า อย่ากราดตกเท่านั้นครับ

เริ่มจากเช้าวันที่ 17 กันยายน มีผู้ติดเชื้อเพิ่ม 73 คน รวมสะสมทั้งหมด 3,894 คน เย็นมีเพิ่ม 148 คนรวมสะสม 4,043 คน เสียชีวิตทั้งหมด 60 คน รักษาหาย 944 คน เช้าวันที่ 18 กันยายน เพิ่มอีก 256 คน สะสมเป็น 4,299 คน เย็นวันที่ 18 กันยายน เพิ่มอีก 168 คน เป็นสะสม 4,467 คน ตายสะสม 70 คน รักษาหาย 1,130 คน เช้าวันที่ 19 กันยายน ติดเชื้อเพิ่มอีก 154 คน รวมสะสมเป็น 4,621 คน ช่วงเย็นของวันที่ 19 กันยายน ติดเชื้อสะสมเพิ่มอีก 249 คน รวมสะสมเป็น 4,870 คน ตายสะสม 81 คน รักษาหาย 1,188 คน เช้าวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน เป็นเวลาที่ผมนั่งเขียนต้นฉบับอยู่นี่ ก็มีข่าวเข้ามาว่า เช้านี้ตัวเลขเข้ามามหัสจรรย์มาก เพิ่มมากเป็นพิเศษถึง 393 คน รวมสะสมเป็น 5,263 คน เสียชีวิตเพิ่มเป็น 81 คนเข้าไปแล้ว ในขณะที่มีการรักษาหายเพียง 1,188 คนเท่าเดิม

จะเห็นว่าเพียงสามวันครึ่งมานี้ ตัวเลขก้าวกระโดดมาก คนที่ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจำนวน 1,369 คน คิดเป็นเปอร์เซนต์ 35.15% คนที่เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 8 คน คิดเป็นเปอร์เซนต์ 10.95% ส่วนคนที่รักษาหายเพิ่มขึ้น 244 คน เท่ากับ 25.85% ถ้ามาดูจากสถิติที่ผมนำมาเสนอนี้ จะเห็นว่าการติดเชื้อของประชาชน ถ้านำมาเปรียบเทียบกับการรักษาหายก็ยังแย่กว่าเพราะติดเชื้อเพิ่มขึ้นมากกว่ารักษาหาย แต่ยังดีที่ถ้าเปรียบเทียบกับจำนวนคนที่เสียชีวิตยังดีกว่า เพราะสูญเสียน้อยกว่า ดังนั้นหากสถานการณ์เช่นนี้ยังคงยึดยาวออกไปอีก ก็จะทำให้สถานการณ์ลำบากมากรุนแรงขึ้นนั่นเองครับ โอกาสที่เราจะเห็นตัวเลขมหัศจรรย์ของการติดเชื้อเจ้าวายร้าย COVID-19 นี้ขึ้นไปแตะหลักหมื่นนั้น คาดว่าคงใช้เวลาไม่นานแน่นอนครับ นี่คือข้อกังวลใจของผมและสภาธุรกิจไทย-เมียนมาละครับ

มีเพื่อนๆ หลายคนถามไถ่กันเข้ามาว่า แล้วจะทำอย่างไรดีละครับ ผมก็ได้แต่ตอบว่าต้องทำใจละครับ เพราะไม่ใช่เราคนคนเดียวที่โดนมันทำมิดีมิร้ายเอา หรือไม่ใช่ประเทศเมียนมาหรือประเทศใกล้เคียงเท่านั้นที่โดนเช่นกัน เจ้าวายร้ายนี้มันกระโดดเข้าไปอาละวาดทุกประเทศแหละครับ ดังนั้นเรารักษาตัวเราให้รอดปลอดภัยจากภัยมืดนี้ก่อน ส่วนธุรกิจก็ต้องว่ากันหลังที่มันจากเราไป หรือมีมือดีคิดค้นวัคซีนป้องกันปราบปรามเจ้าวายร้ายนี้ได้นั่นแหละ

ส่วนสถานการณ์ปัจจุบันนี้ เราก็ต้องมาดูว่าเราจะต้องทำกันอย่างไรเท่านั้นครับ เพราะต่อให้เราเป็นผู้วิเศษหรือเป็นผู้สั่งการรัฐบาลได้ เราก็ยากที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้ครับ ผมไม่เชื่อว่าใครที่บอกว่านายกคนนี้คนนั้นเก่งกาจ หรือใครจะเป็นผู้นำที่มีความสามารถสูงอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วจะมาแก้ไขสถานการณ์เหมือนในขณะนี้ได้ ผมคิดว่ามันยากกกกก!!!!!!!!!!!

มีผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจอยู่ในประเทศเมียนมา มาคุยกับผมและถามว่า เขาได้เรียกพนักงานที่เป็นคนไทยกลับมากรุงเทพฯหมดแล้ว และบอกให้พนักงานเมียนมา กลับไปพักผ่อนที่ภูมิลำเนาก่อน ไว้เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นค่อยเรียกทุกคนกลับเข้าไปทำงานใหม่ ถามผมว่าการแก้ไขลักษณะนี้ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่อย่างไร ผมก็ต้องตอบว่าท่านทำถูกแล้ว แต่ต้องระวังกฏหมายของประเทศเมียนมาด้วย เพราะกฏหมายแรงงานที่นี่ หากมีการเลิกจ้าง จะต้องจ่ายค่าชดเชยเป็นค่าจ้าง 3 เดือน และหากพักงานพนักงาน จะต้องจ่ายค่าสวัสดิการในจำนวน 20% ของค่าจ้างแรงงาน หากมีแรงงานหรือพนักงานไปร้องเรียนที่กรมแรงงานว่าท่านไม่ได้จ่ายให้เขา ท่านอาจจะต้องลำบากแน่นอน ยาวแน่งานนี้ ดังนั้นการที่ปิดกิจการไปโดยวิธีการดังกล่าว แม้เราจะกลับไปใหม่ก็ให้ระวังให้ดีๆ ควรจะต้องรักษาการติดต่อสื่อสารกับพนักงานไว้ให้ตลอดนะครับ

ในส่วนของการระบาดของเจ้าวายร้าย COVID-19 ระลอกสองที่ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศไทยเรา ในวันพุธที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา ที่ผมได้เรียนเชิญทุกภาคส่วนมาร่วมประชุมหารือกัน ซึ่งท่านเหล่านั้นได้ให้ความมั่นใจแก่ทางภาคเอกชนว่า สามารถจะดูแลได้เป็นอย่างดีนั้น เราก็คงอย่าหวังโดนลมๆแล้งๆ แล้วก็ไม่ต้องระวังตัว หรือกราดตกโดยเด็ดขาดนะครับ เพราะนั่นหมายถึงความหายนะที่จะมาถึงตัวเรานะครับ

การกระจายตัวของตัวเลขมหัศจรรย์ที่เราเห็นในประเทศเมียนมาในขณะนี้ ทำให้เรามีความกังวลใจว่าเจ้าวายร้ายตัวนี้ จะข้ามมาในประเทศไทยเราไม่ว่าวิธีไหนก็ตาม มันง่ายเหลือเกินนะครับ เพราะพรมแดนไทย-เมียนมานั้น ยาวมากกว่าสองพันสี่ร้อยกิโลเมตร มันสามารถเล็ดลอดเข้ามาโดยตัวพาหะที่เราคาดไม่ถึงนั้น มีความเป็นไปได้สูงมากครับ ผมก็เตือนมาตลอดว่าต้องระวัง เพราะโรคร้ายนี้มันไม่นับญาติกับใครหน้าไหนทั้งนั้น เราจึงต้องระวังตัวเราไว้ให้ดีนะครับ ด้วยความปารถนาดีครับ