Home Editorial เมียนมาเลือก“อนุรักษนิยม” แก้วิกฤติโควิด

เมียนมาเลือก“อนุรักษนิยม” แก้วิกฤติโควิด

375
0
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

บางครั้งการแก้ปัญหาด้วยการใช้อำนาจ หรือสั่งการด้วยการบังคับใช้กฏหมายอาจจะได้ผล แต่ก็ไม่ได้ใจ เพราะเป็นการบังคับขู่เข็ญนั้น ผู้ถูกบังคับใช้กฎหมาย เขาอาจจะไม่เต็มใจ แต่ต้องจำยอมที่จะทำ โดยในใจเราไม่อาจทราบได้ว่า เขายินยอมพร้อมใจหรือเปล่า แต่ถ้าใช้วิธีการ อนุรักษนิยม เขาจะมีความรู้สึกนุ่มนวลและทำตามด้วยความยินดีที่อยากจะทำก็ได้ ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบให้ใครมาบังคับ ใช้วิธีการรุนแรงมาบังคับ แต่ถ้าพูดกันดีๆ ผมจะทำให้ด้วยความยินดีเลยครับ

ในระยะที่ผ่านมาเราจะพบเห็นคลิปจากประเทศต่างๆที่เราไม่สมควรจะเอ่ยชื่อประเทศเขา ที่เขาใช้วิธีการเฆี่ยนตีมาใช้บังคับกับประชาชนของเขา ที่ไม่ยอมสวมใส่หน้ากากอนามัย หรือบางประเทศที่ใช้การบังคับให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้าน ใครออกนอกบ้านก็จะถูกจับกุมด้วยกำลังตำรวจทหาร ที่ขาดความนุ่มนวลอย่างทุลักทุเล ในทางกลับกัน ที่ประเทศไทยเรา เรากลับใช้วิธีการที่นุ่มนวลมากๆ เราอนุญาตให้ประชาชนเดินทางไปไหนมาไหนได้  เพียงแต่ต้องลงบันทึกที่ด่านเข้าเมืองต่างๆ และตรวจไข้วัดอุณหภูมิเล็กๆน้อยๆพอเป็นพิธี บางครั้งเจ้าหน้าที่ไทยเราก็ใช้วิธีการอะลุ่มอล่วยมากๆ ผมเห็นบางด่านพอคนที่มีอุณหภูมิสูงถึง 38 องศา แทนที่จะไม่ให้ผ่าน ท่านก็ยังอุตสาห์บอกให้ว่า  ไอ้น้อง ไปนั่งเป่าพัดลมก่อนสักห้านาที ค่อยมาวัดใหม่นะ  พอมาวัดอีกครั้งยัง 37.9 องศา ก็บอกว่าไปเป่าพัดลมอีกนิด ถ้าลดลงมาอีกสัก 0.2 พี่จะให้ผ่าน ผมดูไปก็ตลกไปนะครับ ในใจคิดว่าประเทศไทยเรานี่ ดีจริงๆ ไม่รู้ว่าเราจะเสียงบประมาณส่วนนี้ไปทำไม ไม่เห็นจะได้ผลอะไรกับการต้องมาตั้งด่านตรวจเลย แต่ถ้ามาคิดดูอีกที ผมก็กลับมามองดูตัวเราเอง ถ้าเราเป็นผู้ที่ถูกตรวจเจอ แล้วถูกบังคับให้ไปกักกันตัว หรือถูกใช้ไม้เรียวเฆี่ยนตี หรือถูกไล่กลับบ้านไป เราจะรู้สึกอย่างไร เราจะเสียใจหรือเราจะดีใจ เราจะมีความรู้สึกดีนะที่ประเทศเราเข้มงวดดี ท่านเคยคิดเหมือนผมมั้ยครับ

ในความเป็นจริงแล้วประเทศไทยเราวันนี้ ประสบผลสำเร็จในการป้องกันไวรัสโควิด-19 จนกระทั้งทั่วโลกจัดอันดับให้อยู่ในอันดับต้นๆของโลกในวันนี้ได้ ต้องบอกว่าเราเองใช้วิธีการอนุรักษนิยม (Conservatism) ในการบังคับใช้กฎหมายที่อะลุ่มอล่วยนี่เองแหละ ในขณะที่ประเทศ เมียนมา เอง เขาเจอปัญหาเจ้าวายร้าย โควิด-19 หลังเราประมาณหนึ่งเดือน เขาเองก็เห็นวิธีการป้องกันและบังคับใช้กฎหมายจากหลายๆประเทศ เขาก็เลือกเอาจุดดีจุดเด่นของแต่ละประเทศไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพน่าชื่นชมทีเดียว ที่ผมจะนำมาเล่าต่อไปนี้ เป็นตัวอย่างเล็กๆน้อยๆ ไม่ใช่ว่าผมจะรักประเทศเมียนมามากกว่าประเทศไทยนะครับ อย่าได้เข้าใจผิด เพราะจริงๆแล้วผมเขียนคอลัมน์ เมียงมอง เมียนมานี้ ก็จำเป็นต้องเขียนเรื่องเมียนมานั่นแหละครับ ถ้าไปเขียนประเทศอื่นก็ไม่ใช่สิครับ เลยอาจจะทำให้เพื่อนๆแฟนคลับหลายท่านเข้าใจผิดไป

  ในระยะแรกๆที่ประเทศเมียนมาเขาใช้วิธีการเข้มงวดกว่าไทยเรามาก การเดินทางข้ามเขตรัฐถูกสั่งห้าม หรือถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง เขาไม่อนุญาตให้รถยนต์ส่วนตัวหรือรถโดยสารเดินทางข้ามเขตรัฐเลย จะอนุญาตเพียงรถขนส่งสินค้าที่มีเพียงคนขับรถกับคนรถอีกหนึ่งคนเท่านั้น ต่อมาก็ได้เริ่มที่จะผ่อนปรนมากขึ้น ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมานี่เอง แม้จะยังมีการระบาดของเจ้าวายร้ายนี่ไม่หยุดขาดสนิท จำนวนผู้ติดเชื้อไม่ได้เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยยะ แต่ประเทศชาติต้องเดินหน้าต่อ ถ้าปิดสนิทนานๆ ประชาชนอาจต้องขาดใจก่อนก็เป็นได้ครับ เขาเริ่มอนุญาตให้รถยนต์ส่วนตัวเดินทางได้ก่อน ต่อมาก็เริ่มเปิดให้รถโดยสารเดินทางได้ แต่อนุญาตให้เฉพาะผู้ที่มีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางสามารถเดินทางได้ หากถูกเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ก็แสดงเหตุผลให้เจ้าหน้าที่ทราบก็ได้แล้ว ส่วนสนามบินและสายการบินเขายังไม่เปิดให้มีการเดินทาง แรกเลยเขาได้ประกาศว่าในวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมาจะเปิดใช้สนามบิน

ในช่วงแรกผมก็ยังค่อนข้างจะมั่นใจว่าคงเปิดเฉพาะสายการบินภายในประเทศ แต่พอใกล้วัน ก็มีการเปลี่ยนแปลงปัจจุบันทันด่วนเลย โดยทางการได้ออกประกาศในวันที่ 14 พฤษภาคมว่า ให้เลื่อนการ เปิดใช้สนามบิน ไปเป็นวันที่ 1 มิถุนายน โดยช่วงแรกจะเปิดให้เพียง 3 สายการบินคือ แอร์เอเชีย โคเรียนแอร์ไลน์และไชน่าแอร์ไลน์ก่อน จากนั้น ในวันที่ 16 มิถุนายน จะเปิดเพิ่มอีก 2 สายคือ เมียนมาเนชั่นแนลแอร์ไลน์ ออลนิปปอนแอร์ไลน์ จากนั้นจะดูผลว่าเป็นอย่างไร และในวันที่ 1 กรกฎาคม จึงจะเปิดอีก 7 สาย คือเวียดนามแอร์ไลน์ สิงคโปร์แอร์ไลน์ เจสสตาร์แอร์ไลน์ นกแอร์ สายการบินไทย ไชน่าเซาเทิร์นแอร์ไลน์ และคาเธ่ย์ดากอนแอร์ไลน์ ส่วนที่เหลือสุดท้ายคือบางกอกแอร์เวย์ มาเลเชียแอร์ไลน์ และเมียนมาแอร์เวย์ คงจะเปิดต่อไป

เป็นการเปิดสนามบินที่ค่อนข้างจะใช้วิธีอนุรักษนิยมสุดๆ และจะเป็นการดีที่สุด ไม่ได้บุ่มบ่ามจนเกินไป ไม่ได้ปิดสนิทจนตายไปข้างหนึ่ง เพราะหากไม่ใช้ความระมัดระวังในการเปิดสนามบิน ประเทศเมียนมาที่สาธารณสุขพื้นฐานไม่ดี คงจะรับกับความเปลี่ยนแปลงไม่ไหวแน่ๆ คนที่จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง คือประชาชนนั่นแหละครับ