Home Editorial เครื่องยนต์เศรษฐกิจเมียนมาช่วงโควิด

เครื่องยนต์เศรษฐกิจเมียนมาช่วงโควิด

42
0
A crowd of people stock up, as Myanmar’s Health and Sport Ministry announced first two confirmed cases of coronavirus disease (COVID-19, at the shopping centre, in Yangon, Myanmar, March 23, 2020. REUTERS/Stringer

อย่างที่ผมได้เกริ่นไว้เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจของเมียนมานั้นมีขนาดเล็กกว่าประเทศในแถบภูมิภาคนี้ทุกประเทศ ดังนั้นพอมีเหตุร้ายที่เจ้าวายร้าย COVID-19 เข้ามาสู่ประเทศเมียนมา เขาจึงเจ็บน้อยกว่าประเทศอื่นๆ แม้การที่เขาจะเพิ่งเป็นมือใหม่เพิ่งหัดขับ แต่เมียนมาก็ได้ผู้นำอย่างท่าน อ่อง ซาน ซูจี ที่ขยันเอาใจประชาชนอย่างมาก ในขณะที่ลุงตู่ของไทยเรา ท่านก็มีแนวทางในการดำเนินการที่แตกต่างกันออกไป เราเองยังได้รับเสียงปรบมือจากหลายๆประเทศตะวันตกอย่างมากมาย บางครั้งบุคลิกท่านจะแข็งหน่อย เราก็ต้องเข้าใจ เพราะท่านเป็นทหาร จึงติดบุคลิกนี้มา อย่างไรก็ตามเราต้องดูที่ผลงานนะครับ

     ส่วนที่เมียนมาผมเองค่อนข้างจะชอบใจการออกมาป้องกันการรุกรานจากภัยร้ายครั้งนี้ของท่านอ่อง ซาน ซูจีมาก ผมก็เป็นแฟนคลับท่าน เพราะทุกอาทิตย์ท่านจะใช้เครื่องมือทางโซเชียล ในการเชิญหน่วยงานต่างๆ เช่นแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐต่างๆ เอ็นจีโอ และชนชาติพันธ์ต่างๆ มาออกรายการFacebook Life ร่วมกับท่านครั้งละสามหน่วยงาน จากนั้นก็ได้สั่งการให้ท้องถิ่นกระจายเสียงตามสายภายในหมู่บ้าน ให้ประชาชนรับทราบถึงเนื้อหาที่ได้ประชุมออนไลน์กันว่ามีอะไรบ้าง โดยทั่วไปท่านจะถามถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในการป้องกันปราบภัยโรคระบาดนี้ ถามถึงอุปสรรคต่างๆ และจะหาทางออกให้ไปแก้ไขกัน ถามถึงความต้องการที่จะให้ท่านช่วยเหลือเป็นต้น แค่นี้ก็ได้ใจประชาชนทั้งชาติแล้วครับ

         กลับมาที่เนื้อเรื่องที่เราจะคุยกันวันนี้ คือแนวทางที่ทางเมียนมาเลือกใช้ในการช่วยเหลือประชาชนผู้ประกอบการของเขากันนะครับ ในระบบเศรษฐกิจของประเทศทุกๆประเทศ ปัจจัยที่จะส่งผลต่อรายได้ประชาชาติหรือที่เราเรียกๆกันว่า GDP นั้นจะประกอบด้วย C+I+G+(X-M) หรือถ้าจะพูดแบบง่ายๆก็คือ C= Consumption หรือการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการค้าขาย รายได้รายจ่ายทั้งหมดนั่นแหละครับ ส่วนตัว I= Investment ก็คือการลงทุนของประชาชนนั่นแหละครับ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนทางตรง การลงทุนทางอ้อม การลงทุนจากต่างชาติที่เข้ามาในประเทศเรา การลงทุนที่เราไปลงทุนที่ไหนๆก็ตาม ไม่ต้องสนใจเราก็เรียกว่า การลงทุนทั้งหมดแหละครับ ส่วนตัว G= Government budget ก็คืองบประมาณของรัฐบาลที่อัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ หรือเงินที่รัฐบาลนำมาใช้ในการทำงานในระบบสาธารณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหนก็ตาม หรือเครื่องมือที่นำมาใช้โดยภาครัฐ เราก็จะคิดเป็นตัวรวมว่า G ทั้งหมด เครื่องยนต์สุดท้ายคือตัว X-M ก็คือตัวเลขการส่งออกลบด้วยตัวเลขการนำเข้ามา ได้ผลลัพธ์เป็นเท่าไหร่ก็คือตัว X-M ทั้งหมด

ดังนั้นเมื่อตัวเลขทั้งหมดมารวมกัน เราก็จะรู้ว่ารายได้ประชาชาติเป็นเท่าไหร่ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับตัวเลขของปีที่ผ่านมา ผลลัพธ์เป็นบวกมากหรือบวกน้อย ก็จะดีมากหรือดีน้อย ส่วนถ้าเทียบแล้วเป็นเลขติดลบ ก็จะแย่มากครับ ปีนี้ของประเทศไทยเราน่าจะเป็นลบแน่นอนครับ

ส่วนที่ประเทศเมียนมาเมื่อเกิดปัญหาขึ้น รัฐบาลเองก็พยายามที่จะช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการของเขา ซึ่งในส่วนของประชาชนนั้น เขาก็มีการช่วยเหลือหลายๆอย่าง คงจะไม่ขอกล่าวถึง เพราะตัวเลขได้ไม่เยอะ ไม่มีนัยยะสำคัญเท่าไหร่ ในขณะที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการนั้น เรามาลองวิเคราะห์ดูว่าจะเป็นผลออกมาในรูปแบบไหน จะสนุกกว่านะครับ สิ่งแรกคือเขาเริ่มให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (อย่างงนะครับ ที่หมายถึงก็คือองค์กรที่เขาปล่อยเงินให้ชาวบ้านกู้ได้ทุกๆรูปแบบนั่นแหละครับ เรียกว่าสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร) ลดอัตราดอกเบี้ยและให้ประชาชนและกู้ได้ และผู้ประกอบการขนาดเล็กเข้าถึงได้ ต่อมาก็ออกนโยบายลดอัตราดอกเบี้ยทั้งระบบลงสามครั้งด้วยกัน ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ลดไป 0.5% ครั้งที่ 2 วันที่ 24 มีนาคม ลดไปอีก 1% และสุดท้ายเมื่อวันที่ 27 เมษายนสดๆร้อนๆ ลดไปอีก 1.5% สรุปลดไป 3% ซึ่งเป็นการใช้นโยบายการเงินที่เข้มข้นมากๆ เพราะโดยทั่วไปลดอัตราดอกเบี้ยแต่ละครั้ง 0.25% หรือ 0.5% ก็ถือว่าแรงมากๆแล้ว แต่ครั้งนี้ 3% ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาอธิบายแล้วแหละครับ

        แต่การใช้นโยบายการเงินครั้งนี้แม้ว่าจะเป็นการใช้นโยบายที่ถูกต้อง เพราะถ้าฝืนใช้นโยบายการคลัง ก็จะไม่ทันการ แต่ว่าเขาอาจจะลืมไปว่า ที่เมียนมาการลงทุนเกือบจะทั้งหมด เป็นการนำเงินสดหรือเงินก้นถุงเก่าเก็บมาลงทุน ดังนั้นเขาไม่ได้หยี่ระกับอัตราดอกเบี้ยเท่าไหร่หรอก เพราะการลดอัตราดอกเบี้ยจะใช้ได้กับการลงทุนใหม่ที่จะต้องกู้เงินมาใช้ในการดำเนินกิจการ หรือการลงทุนไปแล้วและจะต้องชำระดอกเบี้ยให้ธนาคารเท่านั้น จึงจะมีผล และผมเองก็เชื่อว่าการลงทุนใหม่ในทุกประเทศทั่วโลก หลังเจ้าวายร้าย COVID-19 ถูกจัดการไป จะลดลงอย่างแน่นอน เพราะคนจะระมัดระวังมากขึ้น และการฟื้นฟูกิจการเดิมๆ จะต้องใช้พละกำลังมากขึ้น อีกทั้งยังต้องมาจัดการปัญหาขาดแคลนทุนทรัพย์ ขาดแคลนแรงงาน เพราะที่ให้หยุดๆไปในช่วงนี้ แรงงานจะกลับมาเหมือนเดิมอีกหรือเปล่า ไม่มีใครคาดเดาได้หรอกครับ ดังนั้นผมคิดว่าน่าจะใช้นโยบายการเงินแบบอื่นๆและเสริมนโยบายการคลังเข้าไปด้วย จึงจะช่วยได้มากกว่าครับ ท่านละครับคิดว่าอย่างไร? แชร์ๆกันมานะครับ สนุกๆอย่าคิดมากครับ