Home บทความ ศก.เมียนมายังไม่เจ็บหนักจากพิษโควิด

ศก.เมียนมายังไม่เจ็บหนักจากพิษโควิด

373
0

โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

เมื่อเจ้าวายร้าย COVID19 เข้ามาสู่ประเทศเมียนมา เริ่มแรกเข้ามาในช่วงตรุษจีนปี 2020 โดยเข้ามาผ่านทางด่านเมืองมู่เจ-เมืองยุ่ยหลี่ เพราะจุดนี้เป็นช่องทางที่ติดต่อระหว่างประเทศเมียนมากับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนทางด่านชายแดน ทุกวันจะมีการเดินทางเข้าออกระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศจำนวนมาก อีกทั้งที่นี่เป็นช่องทางให้รถบรรทุกสินค้าข้ามแดนไปมา ซึ่งก็จะคล้ายๆกับด่านชายแดนไทย-เมียนมาด้านด่านแม่สอด-เมียวดียังไงยังงั้น

ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาโรคระบาดCOVID19 ที่หวู่ฮั่น ซึ่งไม่ไกลจากมณฑลยูนนานนัก การแพร่ระบาดจึงติดมากับผู้ใช้แรงงานเมียนมาที่ข้ามแดนไปทำงานที่ประเทศจีนได้ง่ายมาก ในขณะที่ช่วงเทศกาลตรุษจีน มีแรงงานที่เดิน

อีกทั้งการเดินทางเข้า-ออกประเทศมีหลากหลายช่องทางมาก ไม่นับทางอากาศโดยเครื่องบินที่มีทั้งนักลงทุน คนทำงานชาวจีน นักท่องเที่ยว ฯลฯ ซึ่งก็เป็นสไปร์เดอร์ได้ทั้งนั้น ด่านชายแดนที่ติดกันระหว่างประเทศเมียนมากับประเทศจีนมีเกือบสิบด่าน มีทั้งด่านของรัฐบาลกลางและของกองกำลังชนชาติพันธุ์ต่างๆ ดังนั้นการสื่อสารภายในแม้จะได้เปิดอิสระเสรีแล้วก็ตาม ก็ยังไม่ได้สมบูรณ์แบบนัก จึงยากที่จะควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพได้

เรื่องของเจ้าวายร้ายมาเริ่มดังและมีการระมัดระวัง ก็ต่อเมื่อเทศกาลตรุษจีนมีแรงงานเมียนมาเดินทางเข้ามาแล้วมีการตรวจพบ อีกทั้งมีการส่งสัญญาณมาจากฝั่งประเทศจีน ที่ควบคุมคนเดินทางชายแดน จึงเริ่มตรวจโรคที่เข้มงวดนั่นเอง ในช่วงนั้นมีแรงงานเมียนมาไม่สามารถเดินทางกลับบ้านเกิดได้จำนวนหนึ่ง ออกมาให้ข่าวอีกทั้งการควบคุมรถขนส่งสินค้าเข้าประเทศจีน

เมื่อเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น ทางรัฐบาลเมียนมาเองก็ยังไม่ได้ตรวจพบผู้ติดเชื้อ ดังนั้นเราจะได้ยินข่าวว่าเมียนมาผู้ติดเชื้อยังเป็นศูนย์อยู่ จนกระทั้งมาถึงช่วงกลางเดือนมีนาคม จึงเริ่มมีการประกาศจำนวนผู้ติดเชื้อ และรุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ในช่วงแรกๆผมได้แจ้งให้พนักงานระดับสูงของบริษัทฯของผมทราบ และขอให้ทุกคนระวังตัวให้ดี อีกทั้งบอกให้เตรียมตัวกันอย่างไร ในช่วงนั้นน้องๆทุกคนคงจะคิดว่าผมบ้าหรือมองโลกในแง่ร้ายเกินไปหรือเปล่า เพราะบอกไปก็เหมือนเขาจะไม่ยี่หระอะไรเลย

จนกระทั้งเข้าสู่ปลายเดือนมีนาคม เขาจึงเริ่มเกิดความกลัวกันแล้ว เพราะมีแรงงานเมียนมาจากประเทศไทยเดินทางกลับบ้านเกิด และไทยได้ประกาศปิดพรมแดน ในวันที่ 21-22-23 มีนาคม มีแรงงานจำนวนมากแห่แหนกันแย่งกลับบ้านที่ด่านแม่สอด และด่านแม่สาย เมื่อนั้นในย่างกุ้งที่เคยมีแต่สงบสุขมาตลอดสิบกว่าปี ก็เริ่มที่จะสับสนวุ่นวายแล้วครับ ได้มีเรื่องกักตุนสินค้าเกิดขึ้นทันทีครับ

ลองมาดูเมียนมาวันนี้กันนะครับ เนื่องจากเมียนมาเพิ่งเปิดประเทศได้ไม่นาน ฐานเศรษฐกิจของประเทศยังไม่ใหญ่มาก พูดได้ว่ายังแค่อนุบาลอยู่ก็ไม่ผิด ดังนั้นก็ยังพอทำเนา เมียนมาในระยะเริ่มพุ่งทะยานนี้ แม้ว่าเขาจะได้เตรียมตัวทุกอย่างใว้แล้ว แต่สถานการณ์โรคระบาดครั้งนี้ ทำให้ทุกอย่างเสียแผนไปหมด ถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง ก็ต้องบอกว่าเป็นกันทั้งโลก ไม่ได้เป็นแค่ภูมิภาคหรือแค่ประเทศเดียว สิ่งที่เมียนมาเป็นอยู่นี้ เขายังแค่เริ่มสตาร์ทเครื่อง ยังไม่ได้ใส่เกียร์เดินหน้า จึงไม่เจ็บหนักเหมือนประเทศอื่นๆ ซึ่งอาจเป็นเพราะวิวัฒนาการของการค้า-การลงทุนระหว่างประเทศทุกๆประเทศก็จะมีเหมือนๆกันหมด คือเริ่มจากการนำเข้าสินค้า

หลังจากนั้นก็จะมีการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ เมื่อนักลงทุนจากต่างประเทศเห็นโอกาสเพราะสินค้านำเข้าจะมีราคาที่สูงกว่าผลิตภายในประเทศเสมอ แต่ผู้ประกอบการในประเทศไม่มีความชำนาญ และไม่มีประสบการณ์ในการผลิต ก็จำเป็นต้องหวังพึ่งนักลงทุนจากต่างประเทศ ที่จะช่วยทั้งเทคโนโลยี่ เงินทุน ประสบการณ์ มุมมองที่กว้างกว่าเป็นต้น เมื่อนักลงทุนจากต่างประเทศเห็นว่าความเป็นไปได้สูง ก็จะเริ่มผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า

เมื่อมีความชำนาญมากขึ้น และผลิตได้มากขึ้นกระทั้งเหลือกินเหลือใช้ในประเทศ ก็จะเริ่มส่งออก เพื่อนำเงินตราเข้าประเทศต่อไป การค้าก็เช่นกัน เมื่อนำเข้ามามีกำไร การแข่งขันก็จะรุนแรงขึ้น มีการหั่นราคามาต่อสู้กัน ก็จะเริ่มคิดหาช่องทางในการซื้อสินค้าที่ราคาถูกกว่า มาแข่งขัน ดังนั้นการซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศก็จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งเช่นกัน

ในขณะนี้เมียนมายังไม่หลุดพ้นจากการนำเข้าสินค้ามาสนองความต้องการจับจ่ายใช้สอยอยู่ ดังนั้นการค้า-การลงทุนซึ่งเป็นสองในสี่เครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจแม้จะชำรุดไปบ้าง ก็ยังพอทำเนา ไม่เหมือนไทยหรืออีกหลายๆประเทศที่จะต้องพึ่งพาเครื่องยนต์เต็มสี่เครื่องยนต์ คือ C+I+G+(X-M) จึงไม่ถึงกับล้มหายตายจากกันไป ไว้อาทิตย์ถัดไป ผมจะมาเล่าถึงเครื่องยนต์สี่เครื่องยนต์ที่ช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้อ่านเล่นนะครับ