Home Editorial วิเคราะห์ MOU เมียนมา-จีน (1)

วิเคราะห์ MOU เมียนมา-จีน (1)

163
0

โดย กริช   อึ้งวิฑูรสถิตย์

ในวันที่ 17-18 ที่ผ่านมา ท่านประธาธิบดีสี เจี้ยนผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ไปเยือนประเทศเมียนมาอย่างเป็นทางการ และได้เข้าพบท่านอ่อง ซาน ซูจีรวมถึงผู้นำรัฐบาลของเมียนมาอีกหลายท่าน และได้ทำข้อตกลงบันทึกช่วยจำ MOU กันทั้งหมด 33 ฉบับ ซึ่งเป็นที่จับตามองจากทุกๆประเทศ เพราะนี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศเมียนมา และจะนำมาซึ่งความเจริญและพัฒนาครั้งใหญ่สุดของเมียนมา

ผมจึงใคร่นำเอาข้อตกลงฉบับต่างๆ ที่ล้วนแต่มีนัยยะสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น มาเล่าให้ทุกท่านได้อ่านและร่วมกันวิเคราะห์กัน ขอให้คิดเสียว่า เขามีแผ่นดินติดกับเรายาวเกือบสองพันกิโลเมตร “ ฝนที่ตกอยู่ทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้ จึงอยากได้ยินทุกเรื่องราว”

ในช่วงก่อนหน้านี้เป็นที่ทราบกันดีถึงสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ได้ดำเนินมาร่วมปีแล้ว ได้สร้างความตื่นตะหนกแก่ชาวโลกใบเล็กนี้อย่างมาก และยังส่งผลถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจสู่ทุกภูมิภาค ต่อมาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ทางด้านของสหรัฐอเมริกาได้มีการยินยอมอ่อนข้อลงมา และได้เปิดให้มีการเจรจากันขึ้น ส่งผลให้เมื่อวันที่ 15 ช่วงเวลา 11:30 น.ตามเวลาของสหรัฐอเมริกา ได้ทำการเซ็นต์สัญญายุติข้อพิพาทดังกล่าว ทางสหรัฐอเมริกานำโดยท่านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้ลงนามในสัญญา ส่วนทางด้านประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ท่านประธานาธิบดีสี เจี้ยนผิง ได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี หลิว เฮอ เป็นผู้เดินทางไปลงนาม กลับกัน ท่านประธานาธิบดีสี เจี้ยนผิงกลับเดินทางมาที่ประเทศเมียนมา ในวันที่ 17-18 นี้ โดยนำคณะรัฐมนตรีและผู้นำในหน่วยงานต่างๆ มาเยือนประเทศเมียนมาอย่างเป็นทางการ และได้ลงนามใน MOU ทั้งหมด 33 ฉบับ แต่ละฉบับแล้วแต่มีความสำคัญอย่างมีนัยยะเป็นอย่างยิ่ง

เรามาดูที่เนื้อหาของ MOU ที่ผมได้มาจากกลุ่มวีเชท ของเพื่อนๆชาวจีนกันนะครับ แต่ละฉบับนั้นมีเนื้อหาดังต่อไปนี้ครับ ฉบับที่ 1,2, ก็เป็นเพียงแค่เกริ่นนำ เริ่มจากฉบับที่ 3 ที่ชี้เป้าไปที่การร่วมกันววางแผนระยะสั้น 3 ปี ในการร่วมกันพัฒนาการค้าชายแดน อย่าลืมว่าจีนกับเมียนมามีชายแดนติดกันยาวพอๆกับไทย-เมียนมา ประมาณร่วมสองพันกิโลเมตร ซึ่งการไปมาหาสู่กันของทั้งสองประเทศมีมาอย่างช้านาน ชาวจีนมนฑลยูนานเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศเมียนมา ทางฝั่งรัฐฉานมายาวนาน จากรุ่นปู่ย่า ตายาย จนกระทั้งรุ่นที่ 3-4 ก็อาจจะยังสามารถสื่อสารภาษายูนนานได้เป็นอย่างดี เมื่อมี MOU ฉบับนี้ ก็จะสร้างการค้าเพิ่มมากขึ้นอย่างง่ายดายเลยครับ

ฉบับที่ 8 การร่วมมือกันส่งเสริมด้านการเกษตรและปศุสัตว์ อีกทั้งการส่งเสริมให้มีการค้าเข้าไปยังประเทศจีน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศเมียนมาที่รายได้หลักของประชากรมาจากภาคเกษตรเสียร้อยละ 80 ดังนั้นการที่จีนเข้ามายื่นมือช่วยเหลือให้ทำการเกษตรแบบยั่งยืน จึงเป็นการซื้อใจคนเมียนมาทั้งชาติเลย อีกทั้งจีนเองก็ได้ประโยชน์จากการได้ผลผลิตที่ตนเองไม่ต้องเสียพื้นที่ดินแม้แต่ตารางนิ้วเดียว มาช่วยป้อนให้กับประชาชนที่มีมากถึงพันสามร้อยล้านคน ถือว่าเป็นความชาญฉลาดอย่างมาก ในฉบับที่ 10 ก็เป็นเรื่องความร่วมมือกันพัฒนาด้านพืชพันธุ์ธัญญาหาร อันรวมไปถึงข้าวด้วย นี่เป็นการทำสัญญาที่ “ Win Win” กันทั้งสองฝ่ายเลยครับ

มาดูฉบับที่ 11 เป็นการช่วยเหลือด้านเงินกู้ระยะยาวในการจัดซื้อโบกี้รถไฟ ที่จีนจะช่วยให้กับเมียนมา MOUฉบับนี้ท่านต้องทราบว่าปัจจุบันนี้ เงินทุนสำรองของจีนถือว่ามีมากเป็นอันดับสองของโลก การปล่อยเงินกู้ระยะยาวดังกล่าวจีนได้ขายรถไฟ ได้ทำให้การคมนาคมที่สะดวกในการขนส่งและการทำการค้าในอนาคต ในขณะที่เมียนมาเองก็ได้รับอานิสงส์จากการคมนาคม ที่ไม่ต้องควักเงินตนเอง อีกทั้งการพัฒนาประเทศไปด้วย ฉบับที่ 12 คือความร่วมมือพัฒนาเมืองมูเจ เมืองที่ติดชายแดนจีน (เมืองยุ่ยลี่)กับฝั่งเมียนมา (เมืองมู่เจ) นี่จะทำให้การค้าของทั้งสองประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะทีเดียว ฉบับที่ 13 ก็เป็นการส่งเสริมและช่วยเหลือกระทรวงพานิชย์ในการส่งเสริมการค้าและการลงทุนที่เป็นรูปธรรม ซึ่งนี้ก็จะทำให้เมียนมาได้มาซึ่งรายได้ประชาชาติ อีกทั้งจีนก็ได้เช่นกัน

ในฉบับที่ 14 เป็นการช่วยเหลือจากประเทศจีนที่จะสร้างศูนย์อมรมทรัพยากรมนุษย์ที่เมืองมัณฑะเลย์ ทางด้านอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ผมเห็นว่าฉบับนี้เป็นความชาญฉลาดของประธานาธิบดีสี เจี้ยนผิง ที่ไม่ได้คิดแต่จะเข้ามากอบโกยอย่างเดียว ยังมีการให้ด้วยการสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่ในอนาคตคือกำลังสำคัญในการช่วยเหลือให้แก่ผู้ประกอบการจีนที่จะเข้าสู่ตลาดเมียนมา ซึ่งจุดนี้น่าคิดว่าการเสียเงินไม่มากแต่ผลที่จะตามมานั้นประเมินค่าไม่ได้เลย ทำให้เป็นการซื้อคนด้วยเศษเงินจริงๆครับ

พื้นที่กระดาษหมดแล้ว เรื่องนี้เป็นหนังชีวิตครับ เราต้องเจาะให้ลึกๆใน MOU แต่ละฉบับว่าเขามีอะไรซ่อนอยู่ภายใน และจีนกำลังคิดอะไรอยู่ อยากให้ทุกท่านติดตามอ่านและช่วยกันวิเคราะห์ ถ้ามีความคิดเห็นก็สามารถส่งข้อความมาได้นะครับ เพราะผมอาจจะมองไม่เห็นเหมือนท่านก็ได้ครับ